หน้าเว็บ

nichkhun

nichkhun
You are my sunshine

วันเสาร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

Fic ChanHo +TK(นิดหน่อย) : SF-Stay With Me

Warning : ฟิคเรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้นมาเท่านั้นโปรดใช้วิจารณญานในการอ่าน

ความรู้สึกของลูกหมี 
 
อะไรที่เป็นของผม ผมไม่มีวันปล่อยมือจากสิ่งนั้นเป็นอันขาด 
 
เฮ้อ เหนื่อยชิบเป๋ง  ผมถอนใจออกมาเฮือกใหญ่ ขณะเดินสะลึมสะลือ อยู่ในสนามบิน
 ตอนนี้เป็นเวลาเกือบ 4 ทุ่ม แต่สนามบินยังคงมีคนพลุกพล่าน ทั้งเดินทางออกนอก
ประเทศ ทั้งกลับเข้ามาภายในประเทศเหมือนผม คนที่เดินขวักไข่วจนผมเห็นแล้วก็
เริ่มเวียนหัว
 
ผมเพิ่งกลับจากญี่ปุ่นฮะ ตั้งแต่ผมกับพี่แทคมีโอกาสได้เล่นซีรีย์ที่นั้น ทำให้ต้องบินไป
กลับเกาหลี ญี่ปุ่นเป็นว่าเล่น ส่วนใหญ่มักไปกับพี่แทค แต่ครั้งนี้ผมมีเพียงพี่ผู้จัดการไป
เป็นเพื่อนเท่านั้น ก็เหงาดีเหมือนกันครับเพราะแทบไม่เคยเลยที่ผมต้องเดินทางไป
ทำงานที่ต่างประเทศเพียงคนเดียว ไม่มีพี่ เพื่อนร่วมวงไปด้วย แต่โชคดีที่ไปเพียงแค่ 2-
3 วัน และผมโทรไปคุยกับจุนโฮแก้เหงาตลอด ไม่อย่างนั้ผมคงกลายเป็นหมีซึมเศร้า
แน่ๆ แต่ได้ยินแค่เสียงมันก็ไม่เหมือนกับได้เห็นหน้า จริงไหมครับ
 
ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดไปยังเบอร์ที่ผมเพิ่งโทรออกล่าสุดก่อนที่จะขึ้นเครื่องกลับ
เกาหลี เสียงรอสายดังไม่ถึง 5 วิ เสียงที่คุ้นเคยก็ผ่านมาให้ได้ยิน
 
“ว่าไง”
 
“ฉันอยู่ที่อินชอนแล้วนะ”
 
“อืม แต่ตอนนี้เราอยู่ที่ร้านเนื้อย่าง จะมาไหม”
 
“หา!!!! จริงเหรอ ไปๆ กำลังหิวพอดีเลย งั้นเดี๋ยวเจอกัน”
 
พอผมวางสายเสร็จ ก็รีบบอกพี่ผู้จัดการให้ไปส่งผมที่ร้านเนื้อย่างเจ้าประจำที่พวกผม
ไปกินกันบ่อยๆ
 
พอผมมาถึงร้านก็รีบกวาดสายตาหา นั้นไงคนที่ผมเห็นแค่ด้านหลังก็จำได้ คนที่นั่งหัน
หลังให้กับประตูอยู่ตรงโต๊ะตัวยาวเพียงคนเดียว ในมือหมุนแก้วใส ที่บรรจุแอลกอ
ฮอลล์ เกือบเต็มแก้วเล่น
 
 ผมรีบเดินเข้าไปตบไหล่เล็กเบาๆ ดวงตายาวรีที่แหงนเงยขึ้นมามอง เปล่งประกายยินดี
แต่แค่เพียงเสี้ยววินาที ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นความเฉยชาเหมือนเคย ถ้าไม่รู้จักกันนานพอ
ผมคงนึกว่าผมคงตาฝาด แต่ผมรู้ว่ามันไม่ใช่
 
ที่โต๊ะยาวมีกองซากอารยธรรมการกินเกลื่อนเต็มโต๊ะไปหมด แต่สิ่งมีชีวิตตอนนี้กลับมี
เพียงผมและคนตัวเล็กเท่านั้น ผมหันซ้าย หันขวา ก็เห็นคนที่คุ้นหน้า โหวกเหวก
โวยวายเสียงดัง อยู่ที่โต๊ะด้านในอีกตัวนึง โต๊ะตัวนั้นคงเป็นของวงพี่น้องของพวกผม
2AM ที่มากันครบวง มีพี่แทค กับพี่คุณยืนขำเอิ๊กอ๊ากอยู่ด้วย  พี่ควอนที่นั่งหันหน้ามา
ทางประตู พอเห็นผมก็โบกไม้ โบกมือให้ใหญ่ แล้วหลังจากนั้นทุกคนที่อยู่แถวโต๊ะนั้น
 ก็หันขวับตามกันมาหมด ใบหน้าที่ยินดีเมื่อเห็นหน้าผมมาพร้อมกับ เสียงเรียกชื่อดัง
ลั่นให้ไปทางนั้น ผมยกมือทักทายแล้วตะโกนบอกว่าเดี๋ยวไปหา เพราะตอนนี้ผมหิวจน
จะเป็นลม ขอจัดการของตรงหน้าก่อนแล้วกัน ถ้าไปที่กลุ่มนั้นคงได้แต่คุย ไม่ได้กิน
แถมคงจะโดนพี่แทคแย่งกินอีกต่างหาก
 
 ผมจึงรีบหย่อนก้นนั่งตรงกันข้ามกับจุนโฮ พลางสอดส่ายตาหาของที่ผมพอจะกินได้
แล้วก็ต้องยิ้มกริ่มเมื่อเห็นเนื้อที่ยังไม่ได้ย่างอยู่เต็มจาน ผมคว้าตะเกียบที่อยู่ใกล้มือแล้ว
คีบเนื้อในจานให้ลงไปยังที่ที่มันควรอยู่ ผมใช้ตะเกียบ พลิกเนื้อบนกระทะย่างอย่าง
คล่องแคล่ว กลิ่นหอมของเนื้อย่างทำให้น้ำลายผมแทบจะยืดออกมาอยู่แล้ว 
 
“แล้วพี่จุนซู กับ อุด้งไปไหนอะ”
 
ผมมองเนื้อตาเป็นมัน ส่วนปากก็เอ่ยถามคนที่นั่งมองผมอยู่เงียบๆ
 
“อูยองกินแป๊บเดียว ก็หนีกลับไปนอนก่อนแล้ว ส่วนพี่จุนซูมีเพื่อนมารับไปเที่ยวต่อ”
 
“เหรอ แล้วนายมานั่งทำไมคนเดียว ทำไมไม่ไปคุยกับคนอื่นเค้า”
 
ผมถามต่อส่วน มือก็คีบเนื้อที่สุกแล้วเข้าปาก โอ้ สวรรค์
 
“ง่วง”
 
 คำตอบสั้นๆแต่อธิบายได้ทุกอย่าง เพราะจุนโฮเป็นคนที่พอดื่มเหล้าแล้วอยากจะนอน
ท่าเดียว นี่คงอาการออกแล้วแหละ
 
“แล้วทำไมไม่กลับไปนอน หรือว่ารอฉัน ”
 
ผมเงยหน้าขึ้นมาถามเล่นๆ แต่ใบหน้าคนที่นั่งตรงกันข้ามเหมือนซับสีเลือดขึ้นมาทัน
ควัน แววตาที่เฉยชาเปลี่ยนเป็นเก้อเขิน แต่ก็เพียงชั่วแป๊บเดียว ก่อนที่จะมานิ่งสนิท
เหมือนเคย
 
“เปล่า ฉันรอกลับพร้อมพี่คุณ กับ พี่แทค ต่างหาก รีบกินเลย จะได้กลับกันซะที”จุนโฮ
แก้ตัวเสียงเรียบ ก่อนที่จะกระดกแก้วในมือให้ของเหลวใสเข้าปากจนหมด
 
ผมอมยิ้ม ทำหน้ารู้ทัน  แต่ก็ไม่พูดอะไรต่อ เพราะกลัวว่าจะโดนคนกำลังง่วงนอน
เหวี่ยงให้ ผมเร่งสปิดในการกิน ส่วนจุนโฮก็นั่งหาวหวอดๆ
 
 “ชานซอง เป็นไง ไปทำงานคนเดียว เหงาไหม”
 
มือที่ตบบ่า พร้อมคำถามห่วงใย ไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าเป็นใครครับ
 
“เหงาคร๊าบพี่คุณ”
 
ผมเงยหน้าไปพูดกลับคนที่ยืนยิ้มกว้าง ตากลมโตฉ่ำเยิ้ม เพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ ท่าทาง
จะกึ่มไม่ใช่เล่นแหะ พี่คุณ
 
พี่คุณใช่มือขยี้หัวผมเบาๆก่อนที่จะนั่งลงข้างๆ พลางมอง เนื้อย่างที่อยู่เต็มเตาปิ้ง และ
หันมามองผมที่กำลังเคี้ยวเนื้อตุ้ย ๆผมหัวเราะแหะๆแล้วพูดแก้เก้อ
 
“หิวครับพี่ ก่อนขึ้นเครื่องก็ไม่ได้กินอะไรเลย”
 
“อ้าวเหรอ งั้นกินเยอะๆเลย”
 
พี่คุณ รีบบอก พลางใช้ตะเกียบคีบเนื้อย่างป้อนเขาปากผม ส่วนมืออีกข้างก็รินโซจูเต็ม
แก้ว พลางเลื่อนส่งมาให้
 
พี่คุณแกเป็นอย่างเนี่ยละครับเห็นน้องคนไหนบ่นว่าหิว แกเป็นต้องทนไม่ได้  ผมเลยใช้
ความใจดีของแก อ้อนขอของกินประจำ
 
ตอนนี้ผมเหมือนกลายเป็นลูกนกยักษ์คอยรับอาหารจากแม่นกใจดี เพราะพี่คุณเป็นคน
ย่างเนื้อและคีบมาป้อน  ผมเลยสบายใจเฉิบอ้าปากคอย ส่วนมือก็ถือแก้วโซจูกระดก
ตามไปติดๆ
 
“จุนโฮ อ้ามมม”
 
 แล้วพี่คุณที่รักน้องเท่าเทียมกัน ก็หันไปป้อนเนื้อให้จุนโฮที่นั่งมองผมกับพี่คุณ ไม่พูด
ไม่จา
 
“ไม่อยากกินเหรอครับ”
 
พี่คุณ เห็นจุนโฮไม่ยอมอ้าปากเลย ถามเสียงอ่อน แต่มือก็ยังคีบเนื้อย่างยื่นค้างอยู่อย่าง
นั้น
 
“พี่คุณ จุนโฮ ไม่อยากกิน ผมกินเองครับ”
 
 จุนโฮคงจะอิ่มแล้ว แต่ไม่กล้าบอกปัดพี่คุณ ผมเลยคว้ามือพี่คุณ ให้ส่งเนื้อย่างเข้าปาก
ผมแทน  จุนโฮเม้มปากแน่น มองผมตาขวาง
 
 ก็ตัวเองไม่อยากกิน ผมก็อุตส่าห์กินแทน ยังมาจ้องผมตาเขียวปั๊ดอีก แปลกคนจริง
 
“งั้นกินโซจูไหมครับ”
 
พี่คุณถามเอาใจ รินโซจูใส่แก้ว พลางยื่นส่งให้คนที่ยังนั่งหน้าคว่ำ
 
“พี่คุณ จุนโฮกินโซจูไม่ไหวแล้วมั้งพี่ เห็นบ่นว่าง่วงนอนแล้ว” ผมรีบท้วง
 
“ทำไมจะกินไม่ไหวเหอะไอ้หมี แค่นี้สบายมาก”
 
 จุนโฮกระแทกเสียงใส่ ก่อนจะคว้าแก้วจากมือพี่คุณแล้วกระดกของเหลวใสเข้าปาก
ผมยักไหล่ ตามใจ ถ้าเมาแล้วหลับจะแกล้งปล่อยทิ้งไว้ที่ร้านเลย
 
“พี่คุณ ผมอยากกินเนื้ออะ”
 
พ่อจักรพรรดิของ Hottest สั่งพี่ชายเสียงแจ๋ว
แหมที่เมื่อกี้ไม่อยากกิน พอเห็นคนอื่นกิน แล้วอยากกินบ้างละสิ ผมเลยรีบคีบเนื้อที่สุก
แล้วส่งไปให้ จุนโฮ พอเห็นผมเป็นคนคีบให้กลับทำหน้าไม่พอใจ
 
“ไม่เอา จะให้พี่คุณคีบให้”
 
“ทำไมต้องให้พี่คุณคีบให้ด้วย เนื้อก็มาจากจานเดียวกัน เตาย่างก็อันเดียวกัน ใครคีบก็
เหมือนกันนะแหละ”
 
ผมพูดอย่างหมั่นไส้ ทีผมคีบให้ทำเป็นไม่อยากกิน
 
“ไม่ จะให้พี่คุณคีบให้”
 
 เสียงทีสะบัดใส่ พร้อมตาเรียวๆที่ลุกวาว แก้มขาวๆตอนนี้แดงก่ำไม่รู้ว่าเพราะฤทธิ์โซจู
หรือเพราะอารมณ์ของเจ้าของ
 
ผมเห็นภาพคนขี้โมโหตรงหน้า ก็ยิ่งอยากแกล้ง
 
“พี่คุณ ไม่ต้องป้อนจุนโฮ หรอกนะครับ ป้อนผมคนเดียวก็พอ”
 
ผมหันไปอ้อนพี่คุณที่ตอนนี้กำลังมองผมสองคนทะเลาะกันอย่างมึนๆ ส่วนมือก็ยังคีบ
เนื้อค้างอยู่ เหมือนไม่รู้ว่าจะส่งให้ใครดี
 
“ไอ้หมี ไอ้บ้า”
 
เสียงจุนโฮด่าผมลั่นร้าน หลังจากที่ผมคว้ามือขาวๆของพี่คุณให้หันเนื้อมาทางผมแล้ว
ผมก็งับเนื้อเข้าปากอย่างสบายอารมณ์
 
ผมหันไปยักคิ้วใส่คนที่โมโหจนหน้า หู แดงก่ำไปหมด พลางกุมมือพี่คุณแน่น แล้วพูด
ยั่วโมโหคนต่อ
 
“มือนี้เป็นของฉัน ฉันไม่ให้ไปป้อนคนอื่นหรอก”
 
 ผมพูดเย้ยๆ ก่อนที่จะจับมือพี่คุณมาแนบแก้ม แต่ผมก็ต้องประหลาดใจ เพราะจุนโฮพอ
เห็นผมพูดอย่างนั้น ใบหน้าที่กำลังแยกเขี้ยว ยิงฟัน ใส่ผม ชะงักทันที  ตาเรียวที่ขุ่น
ขวางสลดลง ปากที่เตรียมจะด่าว่าผมอีก อ้าค้าง แล้วปิดสนิท  ริมฝีปากบางเม้นเข้าหา
กันแน่น ก่อนที่จะเบือนหน้าหนีไปทางอื่น แต่ผมก็ทันเห็นเหมือนมีหยดน้ำคลออยู่ใน
ตาเรียวเล็ก ผมใจหายวาบ นี่ผมแกล้งเขามากไปหรือเปล่า ผมไม่คิดว่าจุนโฮจะอิจฉาที่
ผมแกล้งจะยึดพี่คุณเป็นของตัวเอง โหยย นี้จุนโฮ หวงพี่คุณขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย
 
“จุนโฮ โกรธเหรอ พี่คุณป้อนเนื้อให้จุนโฮ หน่อยครับ จุนโฮงอนแล้ว”
 
ผมรีบพูดเอาใจ
 
“ไม่เอา ไม่กินแล้ว”
 
 จุนโฮ ตะโกนใส่ก่อนที่จะลุกพรวดแต่คงเพราะแอลลกอฮอลล์ที่ค่อนข้างมาก ในเส้น
เลือด ทำให้พอเดินจึงเซแถ่ดๆ
 
“ชานซองไปดูจุนโฮไป๊ เดินเซอย่างนั้นเดี๋ยวก็ล้ม เจ็บตัวกันพอดี”
 
 พี่คุณรีบไล่ผม ถึงพี่คุณไม่สั่งผมก็กำลังจะลุกอยู่แล้ว ผมรีบเดินตามคนที่เดินเป๋ไป เป๋
มาอยู่ตรงหน้า
 
“จุนโฮ จะไปไหน”
 
 ผมคว้าแขนขาวไว้ พลางรั้งคนตัวเล็กกว่าให้หยุดเดิน
 
“ปล่อย จะกลับบ้าน”
 
จุนโฮหันมาตวาดแว้ด  พยายามบิดแขนให้หลุดจากมือผม
 
“จะกลับยังไงคนเดียว  เดินยังไม่ตรงทางเลย รอก่อน เดี๋ยวตามพี่คุณ พี่แทคก่อน แล้ว
ค่อยกลับพร้อมกัน”ผมท้วงเสียงอ่อน
 
“จะกลับแท็กซี่ ไม่ต้องมายุ่ง”
 
ปากพูดส่วนมือเล็กขาวก็พยายามแกะมือผมที่จับอยู่ตรงต้นแขน
 
“จะกลับแท็กซี่ทำไม อันตราย”
 
ผมขมวดคิ้วใส่ แล้วก็ก้มมองคนที่ง่วนแกะมือผมอยู่ คงแกะออกหรอก มือผมใหญ่จน
แทบกำต้นแขนจุนโฮมิดแต่ผมก็ไม่อยากออกแรงกดมากไปกว่านี้เพราะกลัวต้นแขน
ขาวจะเป็นรอยนิ้วมือผม
 
“ไม่ต้องมายุ่ง ไปอยู่กับพี่คุณ เลยไม่ต้องมาสนใจฉัน”
 
เสียงเครือที่ได้ยินทำให้ผมชะงัก ผมก้มไปมองคนที่เห็นเพียงศรีษะทุย ที่ปกคลุมด้วยผม
หยักโศกสีน้ำตาลอ่อน ตกลงงอนผมใช่ไหมเนี่ย ผอดอมยิ้มไม่ได้ เมื่อเริ่มเข้าใจ
สถานการณ์
 
“เอางั้นเหรอ โอเค เดี๋ยวฉันเรียก แท็กซี่ ให้ ส่วนฉันจะกลับกับพี่คุณทีหลังแล้วกัน”
 
ผมแกล้งพูด
 
จุนโฮ ที่กำลังก้มหน้าก้มตาแงะมือผมออกจากแขน ตัวเองเงยหน้าขึ้นมาทันที ใบหน้า
เล็กซีดเผือด  ตาเรียวต็มไปด้วยการตัดพ้อและน้อยใจ ฟันเล็กขบไปที่ริมฝีปากล่างจน
ผมรู้สึกเจ็บแทน
 
“จุนโฮ อย่ากัดปากตัวเองอย่างนั้น”
 
ผมพูดขณะใช้นิ้วไล้ไปที่ริมฝีปากบางสีสด ปากบางเห็นเป็นรอยฟันเด่นชัด จนผมอด
รู้สึกผิดไม่ได้
 
“ไม่ต้องมายุ่ง ปากฉัน ฉันจะกัดมันก็เรื่องของฉัน”
 
จุนโฮสบัดหน้าหนีมือผมทันที
 
“เฮ้อ”
 
ผมถอนใจยาว อยากจะทุบหัวตัวเองนัก ทำไมพอเห็นหน้าจุนโฮ ผมอดไม่ได้ที่จะกวน
ประสาทเขาทุกที  คงจะเป็นเพราะถ้าจุนโฮไม่โมโห ก็มักจะทำ หน้าตาเรียบเฉย
ตาเรียวไร้ความรู้สึก  ไม่เหมือนกับตอนนี้ที่ความรู้สึกทุกอย่างมันสะท้อนใน
ดวงตาเรียวเล็กชัดเจนว่ากำลัง งอน
 
 ผมรั้งคนขี้งอนมากอดไว้ จุนโฮดิ้นพราดทันทีเพื่อที่จะเป็นอิสระ
แต่ไม่มีทางหรอก ถ้าผมไม่เป็นคนปล่อยมือ ปล่อยอ้อมแขนเอง จุนโฮไม่มีวันดิ้นหนี
ผมพ้น แต่ก็คงไม่มีวันที่ผมจะปล่อยมือจากจุนโฮแน่
 
“ปล่อยฉันเลยมากอดฉันทำไม รีบไปเรียกแท็กซี่ ให้เลย ฉันจะได้กลับ”
 
 เสียงสั่นๆที่ได้ยินทำให้ผมรีบซบหน้าลงไปกลุ่มผมนุ่ม
 
“อยากกลับ ก็ไปเรียกแท็กซี่เองดิ เรื่องอะไรมาใช้เค้า”
 
 ผมพูดกลั้วหัวเราะ คราวนี้จุนโฮทั้งดิ้น ทั้งใช้มือทุบทั้งอก ทั้งหลังผม
 
“งั้นก็รีบปล่อยเลย ฉันจะได้ไปเรียกแท๊กซี่นายอยากจะอยู่ต่อกับใครก็เชิญเลย”
 
เสียงที่อู้อี้อยู่แนบอกทำให้ผมต้องอมยิ้มออกมา พลางกระชับอ้อมกอดแน่นกว่าเดิมด้วย
ความหมั่นเขี้ยว
 
 “ใครจะใจร้ายปล่อยให้จุนโฮกลับบ้านคนเดียวละ ฉันอุตส่าห์รีบมาที่นี้ เพื่อที่จะได้
กลับบ้านพร้อมจุนโฮ  แล้วเมื่อกี้ฉันแค่แหย่เล่น ขอโทษนะ”
 
คนที่กำลังดิ้น สงบลงทันที ผมเลยรีบพูดต่อ
 
“ฉันซื้อของมาฝากจุนโฮ ด้วยนะ เสื้อที่จุนโฮบ่นว่าอยากได้ตอนไปญี่ปุ่นคราวที่แล้ว
แต่วันนั้นมันไม่มีไซส์  จุนโฮ เลยไม่ได้ซื้อมางัยละ”
 
“นายไปทำงานหรือไปช๊อปปิ้งเนี่ยถึงมีเวลามาซื้อของให้ฉัน”
เสียงต่อว่าดังอยู่แนบอก
 
“สถานที่ถ่ายทำอยู่แถวนั้นพอดี ฉันเลยอาศัยช่วงเวลาพักแวบไปดูให้ ฉันเข้าไปถามเขา
ทุกวันเลยนะ ว่าเมื่อไหร่ไซส์ที่นายต้องการ จะมาสักที โชคดีนะเนี่ยมันมาวันสุดท้าย
ก่อนที่จะกลับเกาหลีฉันเลยรีบซื้อมาให้จุนโฮเลย”
 
คนที่อยู่ในกอดอ้อมกอดผมเงียบสนิท ผมค่อยๆคลายอ้อมกอด แล้วก้มหน้าไปมองคน
ที่ก้มหน้างุด
 
“จุนโฮ”
 
“อะไร”
 
“ก้มหน้าทำไม ไม่เห็นหน้านายตั้งหลายวัน พอมาถึงก็ทะเลาะกันอีก ขอดูหน้าให้ชัดๆ
หน่อยสิ”
 
“หน้าฉันก็เหมือนเดิม นายจะดูอะไรหนักหนา”
 
เสียงที่บ่นแต่แฝงไว้ด้วยความเก้อเขิน ทำให้ผมต้องยิ้มกริ่ม
 
“ก็คิดถึง”
 
 ผมพูดออกไปตามที่ใจคิด ตั้งแต่ลงเครื่องแล้วใจผมก็โลดแล่นมาหาคนที่คุยโทรศัพท์
กลับผมทุกวันช่วงที่ผมอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น ทั้งที่ตอนที่อยู่เกาหลี เราพูดจาดีๆใส่
กันแทบจะนับคำได้ เพราะมักจะทะเลาะกันซะเป็นส่วนใหญ่ แต่พอห่างกันผมเลยรู้ซึ้ง
ถึงคำว่า  คิดถึง
 
หลังผมพูดจบ  คราวนี้จุนโฮเงียบกริบ แถมก้มหน้าลงไปอีกจนคางแทบจะติดอก แต่หู
เล็กๆสองข้างกลับแดงจัด
 
“ถ้าไม่เงยหน้าให้เห็น ก็ไม่ต้องเอาเสื้อ”ผมแกล้งขู่
 
คราวนี้คนอยากได้เสื้อรีบเงยหน้าขึ้นมาทันที ใบหน้าที่เคยขาวซีดเผือดตอนนี้แดงก่ำ
ดวงตาเรียวเป็นประกายระยับ  ปากบางเม้มแน่นเหมือนจะพยายามไม่ยิ้ม แต่พอเห็นผม
ยืนกลั้นหัวเราะ มือเล็กเลยทุบอกผมดังปั๊ก
 
“ไอ้หมี แกล้งกันเหรอ ”
 
“แกล้งนิด แกล้งหน่อย เป็นไรไป ที่นายยังชอบแกล้ง ชอบทุบฉันเลย”
 
ผมหัวเราะ ก่อนจะกุมมือเล็ก นิ่ม
 
“กลับบ้านกัน ฉันจะได้เอาเสื้อให้นายดู”ผมชวน
 
จุนโฮพยักหน้าน้อยๆ ไม่พูดอะไรแต่ มือเล็กกระชับแน่นเข้ากับมือผม ก่อนที่จะเดิน
ตามการจับจูง อากาศเริ่มเย็นแล้วแต่มือที่กอบกุมกันอยู่ อุ่นจนร่างกายไม่รู้สึกถึงลมเย็น
ที่พัดผ่าน
 
“ฉันไม่จ่ายเงินค่าเสื้อนะ เพราะนายบอกซื้อมาฝาก ไม่ใช่ฉันฝากซื้อ”
 
จุนโฮที่อารมณ์ดีแล้ว คุยเสียงเจื้อยแจ้วอยู่ข้างๆ
 
“เฮ้ยได้งัย มันแพงนะ “
 
 ที่จริงผมก็ซื้อมาฝากจุนโฮละครับ แต่แกล้งโวยวายไปอย่างนั้น
 
“ดีสิฉันชอบของแพง โดยเฉพาะของฟรี”
 
เสียงหัวเราะร่วน ที่มาพร้อมกับตาเรียวยิบหยี ที่คุ้นตา  ปากบางยิ้มกว้างจนเห็นฟันแทบ
จะครบทุกซี่ รอยยิ้มสวยทั้งปากและตาที่เห็นทำให้ผมรู้สึกว่า ผมได้กลับมาถึงบ้านแล้ว
จริงๆ
 
 
 
ความในใจของนูนอ 
 
อะไรที่เป็นของผม ผมไม่ต้องการให้ไปอยู่ในมือของคนอื่น 
 
 
“ง่วงนอนจัง”
 ผมหาวหวอด  ทำให้อูยองที่นั่งอยู่เป็นเพื่อนผมที่โต๊ะกว้างที่มีซากของกินเกลื่อนโต๊ะ
ได้โอกาสชวนผมทันที
 
“งั้นกลับกันเหอะ จุนโฮ ปล่อยพวกขี้เมาให้กลับกันเอง”
 
 อูยองพูดพลางค้อนตลับเตลือกใส่คนขี้เมาที่ยืนคุยอยู่ที่โต๊ะของพวก 2AM  พี่คุณกำลัง
ยิ้มร่าอยู่กับพี่ซึลอง ส่วนพี่แทคก็คุยอยู่กับพี่ควอน พี่จุนซูก็โดนเพื่อนนิรนามขับรถยนต์
คันโตสีดำสนิทรับไปไหนกันต่อก็ไม่รู้ ตอนนี้จึงเหลือผมกับอูยอง ที่นั่งจับเจ่ามอง
เตาย่างที่ไม่มีมีเนื้ออยู่บนเตา กันสองคน
 
หลังจากฟังคำชวนของอูยองผมเหลือบไปดูนาฬิกา และบอกว่าขอนั่งอีกสักพัก
 อูยองทำแก้มป่องตาคว่ำใส่ทันที คงหงุดหงิดเพราะอยากกลับไปนอนเต็มแก่ เพราะ
ตัวเองก็ดื่มแต่น้ำอัดลม จะไปคุยกับพวกขี้เมาก็กลัวจะโดนยัดเยียดให้ดื่มเหล้า หลังจาก
นั่งกินเนื้อย่างจนอิ่มแปร้จึงมานั่งหน้าหงิกรอกกลับบ้านพร้อมผม
 
เสียงโทรศัพท์ผมดังขี้น พอเห็นว่าใครโทรมา ผมก็อดอมยิ้ม ไม่ได้
 
“ว่าไง”
ผมพยายามทำเสียงให้เป็นปกติ
“ฉันอยู่ที่อินชอนแล้วนะ”
 
“อืม แต่ตอนนี้เราอยู่ที่ร้านเนื้อย่าง จะมามั้ย”
 
“หา!!!! จริงเหรอ ไปๆ กำลังหิวพอดีเลย งั้นเดี๋ยวเจอกัน”
 
เป็นไปตามคาด ไอ้คนที่เห็นเรื่องกินสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง ถ้าไม่มาก็แปลกแล้ว พอผม
ว่างสายเสร็จ ก็เห็นอูยองจ้องเขม็ง ผมรีบยิ้มแห้งๆส่งสายตาขอโทษไปให้ จนอูยองถอน
หายใจเฮือกใส่
 
“ตกลงนี้ฉันต้องกลับก่อนคนเดียวใช่มั้ยเนี่ย”
 
“โทษทีน้า พอดีชานซองมันจะมาหาเราที่ร้าน อูยองนั่งรอเจ้าหมีเป็นเพื่อนกันก่อนนะ”
 
“ไม่เอาอะ ฉันกลับกับพี่ผู้จัดการก่อนดีกว่า ง่วงแล้ว งั้นไปก่อนนะ”
 
“อืม ไว้เจอกันพรุ่งนี้”
 
ผมร่ำลา ก่อนที่อูยอง จะเดินตาปรือไปขึ้นรถที่พี่ผู้จัดการจอดรออยู่
 
ตั้งแต่เราไปบุกตลาดญี่ปุ่นเป็นเรื่องเป็นราว ทั้งพี่แทค และ ชานซอง ก็ได้รับโอกาสที่
แสดงซีรีย์ที่นั้น ทำให้ทั้งสองคนต้องบินไปกลับญี่ปุ่นเป็นว่าเล่น ส่วนใหญ่มักจะไป
พร้อมกัน แต่บางครั้งเมื่อคิวกองถ่ายละครของทั้งสองไม่ตรงกัน ก็ต้องบินเดี่ยวกันเลย
ผมเคยถามว่าไปทำงานคนเดียวเป็นยังไง เจ้าหมียิ้มก่อนจะตอบว่าก็เหงาดีเหมือนกัน
ดังนั้นเวลามันไปทำงานที่ญี่ปุ่นคนเดียว เวลาว่างจากการถ่ายละคร มันจึงมักจะโทรมา
คุยกับผมตลอด อย่างวันนี้ก่อนขึ้นเครื่องมันก็โทรมารายงาน บอกเวลาที่จะมาถึงเกาหลี
เรียบร้อย
 
 ผ่านไปพักใหญ่ขณะที่ผมนั่งคิดอะไรเพลิน ก็รู้สึกว่ามีใครมาตบบ่าผมเบาๆ น้ำหนัก
ของมือที่คุ้นเคย  ผมก้มหน้าอมยิ้ม แต่พอเงยหน้าขึ้นไปมองหน้าเจ้าของมือก็พยายาม
ทำหน้าเรียบเฉย คนที่ผมไม่ได้เจอมาสามวัน ยืนยิ้มกว้าง ใบหน้าดูเหน็ดเหนื่อยแต่ตา
คมยังแวววาว ชานซองทำหน้าสงสัยเมื่อเห็นผมนั่งอยู่ที่โต๊ะคนเดียว ก่อนจะกวาด
สายตามองไปทั่วและคงเข้าใจสถานการณ์เมื่อเห็นโต๊ะข้างๆ
 
พี่ควอนที่พอเห็นชานซองก็เรียกเสียงดัง จนทุกคนที่โต๊ะหันมาทางโต๊ะผมกัน
หมดแล้วเสียงโหวกเหวก โวยวาย ทั้งเรียกชื่อ ทั้งให้ชานซองไปหา ก็ดังลั่นจนฟังไม่ได้
ศัพท์
 
“เดี๋ยวไปครับพี่ ขอกินก่อน”
 
ชานซองหลังจากโบกมือทักทาย ก็ตะโกนบอกไป ก่อนที่จะนั่งลงตรงข้ามผม  แล้วก็ไม่
พูดพล่ามทำเพลงมือนึงคว้าจานเนื้อ ส่วนอีกมือคว้าตะเกียบ แล้วส่งเจ้าเนื้อดิบ ลงไป
นาบบนเตาย่างทันที ดวงตาคมเป็นประกายวาววับเหมือนเดิมทุกครั้งที่เจอของกินถูกใจ
ผมชักหมั่นไส้ไอ้คนที่ตั้งแต่มายังไม่ทักผมสักคำ เอาแต่นั่งน้ำลายยืดอยู่ที่เตาเนื้อย่าง  ตา
จับจ้องของกินตรงหน้าอย่างเดียว
 
“พี่จุนซู กับ อุด้งไปไหนอะ”
 
พอมันเอ่ยปาก ก็ยังถามถึงแต่คนอื่น
 
“อูยองกินแป๊บเดียว ก็หนีกลับไปนอนก่อนแล้ว ส่วนพี่จุนซูมีเพื่อนมารับไปเที่ยวต่อ”
 
“เหรอ แล้วนายมานั่งทำไมคนเดียว ทำไมไม่ไปคุยกับคนอื่น”
 
ชานซองถามผม ก่อนที่จะส่งเนื้อเข้าปากแล้วทำหน้ามีความสุขสุดๆ
 
“ง่วง” ผมตอบสั้นๆ
 
“แล้วทำไมไม่กลับไปนอน หรือว่ารอฉัน”
 
 ทีคราวนี้มันยอมละสายตาจากเตาเนื้อย่าง เงยหน้าขึ้นมาเพื่อรอฟังคำตอบ   
ดวงตาวาววับ ปากแหลมๆยิ้มกริ่ม อยู่ดีๆผมก็ร้อนหน้าขึ้นมาทันที สงสัยผมจะ
นั่งใกล้เตามากไปครับ เลยร้อนหน้าวูบวาบไปหมด
 
“เปล่า ฉันรอกลับพร้อมพี่คุณ กับ พี่แทค ต่างหาก รีบกินเลย จะได้กลับกันซะที”
 
ผมไม่อยากให้มันเข้าใจผิดเลยริบปฏิเสธไป แต่ไอ้ท่าอมยิ้มจนแก้มตุ่ยที่มาพร้อมกับตา
คมที่เหมือนจะบอกว่า “ไม่ใช่อย่างนั้นม้าง” ทำให้ผมรีบถลึงตาใส่
 
ชานซองไม่พูดอะไรต่อ แต่เหมือนจะรีบกินยิ่งกว่าเดิม จนผมกลัวว่าเนื้อจะติดคอมัน
ตายก่อนกลับบ้านกันพอดี
 
“ชานซอง เป็นไง ไปทำงานคนเดียว เหงาไหม”
 
 พี่คุณที่เดินแยกมาจากวงสทนา ยืนยิ้มกริ่ม อยู่ข้างหลัง ใช้มือตบไปที่บ่าคนที่กำลังเคี้ยว
เนื้อเอาเป็นเอาตาย ชานซองรีบกลืนเนื้อแทบไม่ทัน ใบหน้าคมเข้มหันไปหาคนที่เข้ามา
ทัก ตาคมเปล่งประกายวาบด้วยความดีใจ ก่อนที่จะทอดสายตามองคนเป็นพี่อย่าง
อ่อนโยน ชานซองไม่เคยมองพี่คนอื่นด้วยสายตาแบบนี้ สายตาอ่อนโยนที่มันมีให้กับพี่
คุณเพียงคนเดียว
 
 “เหงาคร๊าบพี่คุณ”
 
เสียงทุ้มออดอ้อน จนผมหมั่นไส้  ตัวก็ออกโตแต่ทำอ้อนเป็นเด็กๆ
 
“ขี้อ้อนจริงนะเรา”
 
พี่คุณใช้มือขยี้ไปที่กลุ่มผมดกหนาสีดำสนิทเบาๆ พลางส่งเสียงหัวเราะร่วน ก่อนที่จะ
นั่งลงข้างๆชานซอง แล้วมองไปที่เนื้อย่างที่พูนเต็มเตาปิ้ง และปากที่กำลังเคี้ยวเนื้อตุ้ยๆ
คนน้องพอเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามของคนเป็นพี่ว่าไปตายอดตายอยากมาจาก
ไหน ก็ได้แต่ยิ้มแห้งๆใส่ แล้วรีบพูดแก้ตัว
 
 “หิวครับพี่ ก่อนขึ้นเครื่องก็ไม่ได้กินอะไรเลย”
 
เสียงห้าวบอกเบาๆแต่ไม่วายจะเรียกร้องความสงสารจากคนเป็นพี่ แล้ว
ก็ได้ผล ชานซองมันรู้ว่าพี่คุณทนไม่ได้หรอกถ้าเห็นน้องต้องหิว
 
“อ้าวเหรอ งั้นกินเยอะๆเลย”
พี่คุณพอได้ยิน ทำตาโต ก่อนที่จะใช้ตะเกียบคีบเนื้อที่สุกแล้วป้อนเข้าปากกว้างๆที่อ้า
รอรับทันที  แล้วยังรินโซจูส่งไปให้อีก
 
ผมมองใบหน้ายิ้มกริ่มของไอ้คนที่ไม่ต้องทำอะไรนอกจากอ้าปากรับเนื้อย่าง กับ
กระดกโซจูตาม อย่างขวางหูขวางตา สบายเหลือเกินนะแก
 
“จุนโฮ อ้ามมม”
 
 พี่คุณที่ไม่เคยลืมว่ามีน้องนั่งอยู่ด้วยอีกคน หันมามองผม ก่อนจะคีบเนื้อส่งมาให้บ้าง
ผมเหลือบตาไปมองไอ้คนที่นั่งข้างพี่คุณเห็นมันหันขวับมามองผมทันที ไอ้เด็กขี้อิจฉา
กลัวพี่ชายจะสนใจคนอื่นมากกว่าตัวเองละซิ
 
 “ไม่อยากกินเหรอครับ”
 
พี่คุณพอเห็นผมไม่อ้าปากรับสักที ถามขึ้น ส่วนมือก็คีบเนื้อค้างอยู่อย่างนั้น
 
“พี่คุณ จุนโฮ ไม่อยากกิน ผมกินเองครับ”
 
 ขณะที่ผมกำลังจะอ้าปากรับ  ไอ้หมีหวงพี่ก็คว้ามือพี่คุณให้หันเนื้อส่งเข้าปากกว้างๆ
ของมันแทน
 
 “งั้นกินโซจูไหมครับ”
 
 พี่คุณพอเห็นผมเริ่มตาขวางรีบถาม มือเรียว รินโซจูใส่แก้ว พลางยื่นส่งมาให้ผม
 
“พี่คุณ จุนโฮกินโซจูไม่ไหวแล้วมั้ง เห็นบ่นว่าง่วงนอนแล้ว”
 
 แล้วเสียงไอ้หมีที่คงเห็นว่าพี่คุณเอาใจแต่ผม ไม่ยอมสนใจมัน ก็ท้วงเสียงเข้มขึ้นมา อีก
 
“ทำไมจะกินไม่ไหวเหอะไอ้หมี แค่นี้สบายมาก”
 
ผมพูดอย่างหงุดหงิด รีบยื่นมือไปรับแก้วโซจู พลางกระดกเข้าปากรวดเดียวทั้งที่ตอน
แรกว่ากะจะไม่กินแล้ว ไอ้หมีจ้องมองผมเขม็ง ก่อนที่จะยักไหล่ ทำหน้ากวนประสาท
ใส่
 
“พี่คุณ ผมอยากกินเนื้ออะ”
 
หวงพี่คุณดีนักใช่ไหม ผมจะแกล้งให้เข็ดเลยแต่ไอ้คนที่มองผมตาขวาง กลับคีบเนื้อ
แล้วส่งมาให้ผมแทน
 
 “ไม่เอา จะให้พี่คุณคีบให้”
 
ผมกระแทกเสียงใส่
 
“ทำไมต้องให้พี่คุณคีบให้ด้วย เนื้อก็มาจากจานเดียวกัน เตาย่างก็อันเดียวกัน ใครคีบก็
เหมือนกันนะแหละ”
 
 เสียงห้าวปนรำคาญ ที่ได้ยิน ทำให้ผมยิ่งโมโห ไอ้บ้าชานซอง ไอ้หมีเอ๋อ อยากให้พี่คุณ
เอาใจแต่มันคนเดียวละซิ ไอ้คนติดพี่
 
“ไม่ จะให้พี่คุณคีบให้”
 
  ผมปฏิเสธเสียงแข็ง จ้องไปที่ตาคมสีดำสนิทเขม็ง หน้าผมร้อนผ่าวไปหมดไม่รู้เพราะ
โมโหไอ้คนตรงหน้า หรือเพราะโซจูกันแน่
 
 “พี่คุณ ไม่ต้องป้อนจุนโฮ หรอกนะครับ ป้อนผมคนเดียวก็พอ”  
 
ไอ้หมีบ้าหันไปพูดเสียงหวานใส่พี่คุณ แม่ง...ทีตอนพูดกับผมมันทำเสียงแข็งใส่
 พี่คุณมองหน้าผมที มองหน้าชานซองที ทั้งที่มือก็คีบเนื้อค้างไว้อยู่ คงไม่รู้ว่าจะส่งให้
ใครกันแน่
 
ขณะที่ผมกำลังกะจะไปงับเนื้อจากปลายตะเกียบ ไอ้หมีดันตัดหน้าคว้ามือพี่คุณให้
หันเนิ้อไปทางมันแล้วก็ส่งเนื้อเข้าปากกว้าง
 
“ไอ้หมี ไอ้บ้า” ภาพที่เห็นทำให้ผมสบถด่ามันลั่นร้าน ตาคมสีดำสนิทลุกวาบทันที
ก่อนที่มันจะทำหน้าเยาะเย้ย พร้อมกับยักคิ้วยั่วโมโหผมต่อ
 
 “มือนี้เป็นของฉัน ฉันไม่ให้ไปป้อนคนอื่นหรอก”  
 
ชานซองจับมือพี่คุณไว้แน่น หลังจากพูดจบมันก็แนบแก้มลงไปที่มือขาวๆของพี่คุณ
 
คนอื่น...... เมื่อมันอยู่กับพี่คุณ ผมคือคนอื่นใช่ไหม
 
 คำพูดที่เสียดแทงเข้าไปในจิตใจ และภาพที่เห็นตรงหน้าทำให้ผมเหมือนจะหมดแรง
ตัวชา หน้าชาไปหมด  ไม่มีอารมณ์ที่จะเถียงกับมันต่อ แถมขอบตาก็เริ่มร้อนผ่าว ผมรีบ
เบือนหน้าหนี โดยที่ไม่รู้สึกตัวเลยว่าตอนนี้ผมกำลังใช้ฟันบนกัดลงไปที่ริมฝีปากล่าง
อย่างแรง  
 
“จุนโฮ โกรธเหรอ พี่คุณป้อนเนื้อให้จุนโฮ หน่อยครับ จุนโฮงอนแล้ว”
หูผมได้ยินเสียงเสียงชานซองแว่วๆ
 
“ไม่เอา ไม่กินแล้ว”
ไอ้บ้าไม่ต้องมาทำเป็นพูดดีเลย ผมไม่อยากเห็นหน้ามันอีก เลยลุกพรวด กะว่าจะกลับ
บ้านเอง แต่โซจูที่กินเข้าไปคงออกฤทธิ์ทำให้ผมเดินไม่ค่อยตรงทางเท่าไหร่
ผมเดินตุปัด ตุเป๋ ออกไปทางหน้าร้าน ไม่อยากอยู่แล้วที่ร้านบ้าเนี่ย
 
“จุนโฮ จะไปไหน”
 
เสียงชานซองถามผมหอบๆเพราะวิ่งตามผมมา  แล้วมันจะวิ่งตามคนอื่น อย่างผมทำไม
มือใหญ่จับต้นแขนผมไว้แน่น รั้งไม่ให้ผมเดินต่อ
 
 “ปล่อย จะกลับบ้าน”
 
 ผมตะคอกใส่มัน พลางก้มหน้า ก้มตาแงะมือที่จับแขนผม แต่ไอ้บ้าชานซองมือ
แข็งอย่างกับหิน  ผมแกะ ผมแงะ เท่าไหร่ ก็ไม่ออก
 
“จะกลับยังไงคนเดียว  เดินยังไม่ตรงทางเลย รอก่อน เดี๋ยวตามพี่คุณ พี่แทคก่อน แล้ว
ค่อยกลับพร้อมกัน”  
 
“จะกลับแท็กซี่ ไม่ต้องมายุ่ง”
 
 “กลับแท็กซี่ทำไม อันตราย”
 
เหอะ ไม่ต้องทำมาพูดจาเป็นห่วงฉันเลย ห่วงแต่พี่คุณไปเหอะ
 
“ไม่ต้องมายุ่ง ไปอยู่กับพี่คุณ เลยไม่ต้องมาสนใจฉัน”
 
 เอ๋......  ผมคิดว่าผมพูดเสียงแข็งใส่มัน แต่ทำไมเสียงที่ออกจากปากผมมันถึงสั่นอย่าง
นั้นละ
 
 “เอางั้นเหรอ โอเค เดี๋ยวฉันเรียก แท็กซี่ ให้ ส่วนฉันจะกลับกับพี่คุณทีหลังแล้วกัน”
 
ใจร้าย...... ผมเงยหน้า มามองคนพูดทันที  คงเพราะอากาศภายนอกร้านที่ค่อนข้าง
เย็นละมั้ง ทำให้ผมหนาวยะเยือก สะท้านไปทั้งตัว อยู่ดีๆตาผมดันเหมือนมัว ทำให้มอง
หน้าคนใจร้ายไม่ชัด แต่ความรู้สึกผมตอนที่ได้ยินที่ชานซองพูดกลับแจ่มชัดเพราะมันมี
เพียงความรู้สึกเดียวคือ เจ็บ มันเจ็บ.... เจ็บแปร๊บไปทั่วอก จนผมหายใจแทบไม่ออก
 
“จุนโฮ อย่ากัดปากตัวเองอย่างนั้น”
 
คราวนี้มันพูดเสียงอ่อน และใช้นิ้วใหญ่สัมผัสที่ริมฝีปากผมอย่างนุ่มนวล ผมคงตาฝาด
ที่เห็นดวงตาของชานซองเต็มไปด้วยความรู้สึกเสียใจ
 
“ไม่ต้องมายุ่ง ปากฉัน ฉันจะกัดมันก็เรื่องของฉัน”
 
ผมเบือนหน้าหนีจากสัมผัสของคนใจร้ายทันที
 
“เฮ้อ”
 ผมได้ยินเสียงถอดถอนใจยาว ชานซองคงรำคาญ คงเบื่อผมเต็มที ใช่สิผมมันเอาแต่ใจ
ผมมัน ขี้เหวี่ยง ขี้วีน ขณะที่ผมกำลังคิดว่าจะทำยังไงให้ไปพ้นหน้ามัน วงแขนใหญ่ล่ำ
กลับสวมกอดผมไว้แน่น  วินาทีแรกที่รู้สึกคือความร้อน ผ่าวที่แล่นเข้ามาจู่โจมจนขับ
ไล่ความหนาวเย็นในตัวผมออกไปเกือบหมด
 
รำคาญผมแล้วมันจะมากอดผมทำไม พอผมนึกได้ ผมเลยพยายามดิ้นให้ผมจากอ้อม
แขนแกร่ง แต่แขนชานซองก็เหมือนมือที่จับแขนผมก่อนหน้านี้ มันทั้งแข็ง ทั้งอุ่นจัด
ดิ้นรนยังไงก็ไม่พ้น แถมผมยิ่งดิ้น มันก็เหมือนจะรัดอ้อนแขนแน่นกว่าเดิม
 
“ปล่อยฉันเลยมากอดฉันทำไม รีบไปเรียกแท็กซี่ ให้เลย ฉันจะได้กลับ”
 
ไอ้หมีบ้า บอกว่าจะเรียกแท็กซี่ให้ แต่มากอดผมอย่างนี้ ผมจะได้กลับบ้านไหมเนี่ย
 
“อยากกลับ ก็ไปเรียกแท็กซี่เองดิ เรื่องอะไรมาใช้เค้า”
 
เสียงที่พูดไป ขำไป แถมมันยังซบหน้าลงมาบนหัวผมอีก  รู้สึกมันจะมีความสุข
เหลือเกินนะ  กับการได้ปั่นหัวผม แล้วหัวฉันมันมีแต่กลิ่นหมูย่าง แกจะซบลงมาหา
สวรรค์วิมานอะไรวะ ผมเลยทั้งดิ้น ทั้งทุบมัน แต่ก็เหมือนเดิม ที่ทำยังไง มันก็ไม่ยอม
คลายอ้อมแขน
 
“งั้นก็รีบปล่อยเลย ฉันจะได้ไปเรียกแท๊กซี่นายอยากจะอยู่ต่อกับใครก็เชิญเลย”
 
เมื่อทุบยังไง ดิ้นยังไง มันก็ไม่ปล่อย ผมเลยพูดไปหอบไปอยู่ตรงอกมัน
 
คราวนี้มันรัดแขนแน่นกว่าเดิมอีก เออ..... จะกอดให้ผมกระดูกหัก ตายกันไป
ข้างนึงเลยใช่ไหม
 
“ใครจะใจร้ายปล่อยให้จุนโฮกลับบ้านคนเดียวละ ฉันอุตส่าห์รีบมาที่นี้ เพื่อที่จะได้
กลับบ้านพร้อมจุนโฮ  แล้วเมื่อกี้ฉันแค่แหย่เล่น ขอโทษนะ”
 
หา...แหย่เล่น มันแกล้งผมเหรอ แล้วมันเริ่มแกล้งผมตั้งแต่ตอนไหน ตั้งแต่อยู่ในร้าน
หรือตอนที่มันตามผมออกมานอกร้าน หรือ....ขณะผมกำลังคิดไป งงไป มันก็พูดต่อ
 
“ฉันซื้อของมาฝากจุนโฮ ด้วยนะ เสื้อที่จุนโฮบ่นว่าอยากได้ตอนไปญี่ปุ่นคราวที่แล้ว
แต่วันนั้นมันไม่มีไซส์  จุนโฮ เลยไม่ได้ซื้อมางัยละ”
 
เสื้อ!!!! เสื้อตัวไหนหว่า เพราะตอนไปญี่ปุ่นคราวนั้นมีของที่ผมอยากได้แต่ไม่ได้ซื้อ
กลับมาตั้งหลายอย่าง ผมยังจำไม่ได้เลยว่าเสื้อตัวไหน แต่ชานซองกลับจำได้
 
“นายไปทำงานหรือไปช๊อปปิ้งเนี่ยถึงมีเวลามาซื้อของให้ฉัน”
 
ผมบ่นมันแก้เก้อ ถ่วงเวลา ขณะคิดว่ามันเป็นเสื้อตัวไหนเนี่ย
 
“สถานที่ถ่ายทำอยู่แถวนั้นพอดี ฉันเลยอาศัยช่วงเวลาพักแวบไปดูให้ ฉันเข้าไปถามเขา
ทุกวันเลยนะ ว่าเมื่อไหร่ไซส์ที่นายต้องการ จะมาสักที โชคดีนะเนี่ยมันมาวันสุดท้าย
ก่อนที่จะกลับเกาหลีฉันเลยรีบซื้อมาให้จุนโฮเลย”
 
แถวสถานที่ถ่ายทำซีรีย์ของมัน แล้วมันแถวไหนวะ ขณะผมก้มหน้าครุ่นคิด ชานซอง
ค่อยๆคลายแขนที่รัดอยู่รอบตัวผม อากาศเย็นภายนอกสัมผัสกับผิวกายผมทันที แต่มัน
ก็ไม่ทำให้ผมหนาวเท่าไหร่
 
 “จุนโฮ” มันเรียกผมเสียงเบา
 
“อะไร”ผมกำลังใช้ความคิดอยู่นะเนี่ย โอ๊ย เสื้อตัวไหนวะเนี่ย
 
“ก้มหน้าทำไม ไม่เห็นหน้านายตั้งหลายวัน พอมาถึงก็ทะเลาะกันอีก ขอดูหน้าให้ชัดๆ
หน่อยสิ”
 
มันพูดเสียงอ้อนๆ เหมือนตอนที่มันชอบทำใส่พี่คุณ
 
“หน้าฉันก็เหมือนเดิม นายจะดูอะไรหนักหนา”
 
ผมพึมพำบอกมัน โอ๊ยๆ ทำไมผมรู้สึกหน้าร้อนๆเนี่ย
 
“ก็คิดถึง”
 
ชานซองก้มหน้าลงมาพูดเสียงแผ่ว เสียงทุ้มนุ่มที่ชัดเต็มสองรูหู ทำให้ หน้าผม
เหมือนมีไฟลุกพรึบขึ้นมาทันที
 
ไอ้หมี!!!! ไอ้บ้า!!!! พูดไม่กระดากปาก เลยนะไอ้คำว่า คิ..คิ... คิดถึงเนี่ย  มันต้องเป็น
คนต่างชาติกลับชาติมาเกิดแน่ๆ มันถึงกล้าพูดจาอย่างนี้ออกมาได้ แต่ฉันเป็นคนเกาหลี
100% นะโว้ย ผมเลยก้มหน้างุดยิ่งกว่าเดิม
 
 “ถ้าไม่เงยหน้าให้เห็น ก็ไม่ต้องเอาเสื้อ”
 
ผมก็แค่อยากรู้ว่ามันเป็นเสื้อตัวไหนกันที่ผมอยากได้ ทำให้ผมต้องจำใจเงยหน้ามามอง
มัน แต่ปากผมมันเป็นอะไรไม่รู้มันคอยแต่จะกระตุกเป็นรอยยิ้มอยู่นั้นแหละ  ผมเลย
ต้องพยายามเม้มปากไว้แน่น
 
แต่พอผมเห็นหน้ามัน ผมก็ต้องใช้มือทุบไปที่อกมันอีก ก็ไอ้บ้าชานซอง มันยืนยิ้มกริ่ม
ตาเป็นประกายระยิบระยับ มันแกล้งผมอีกแล้วอะ ผมลืมคิดไป มันซื้อเสื้อมาแล้ว ยังไง
มันก็ต้องให้ผมอยู่ดี หรือมันจะเอาไปใส่เอง ก็คงไม่ใช่ เพราะเสื้อคงแหกก่อนแน่ๆ
 
 “ไอ้หมี แกล้งกันเหรอ ”
 
ผมต่อว่ามัน
 
“แกล้งนิด แกล้งหน่อย เป็นไรไป ที่นายยังชอบแกล้ง ชอบทุบฉันเลย”
 
ชานซองหัวเราะเสียงดัง ก่อนที่จะยื่นมือมาจับมือผม
 
“กลับบ้านกันฉันจะได้เอาเสื้อให้นายดู”
 
ชานซองชวน ผมพยักหน้าหงึกหงัก  เพราะผมอยากไปดูเสื้อ และ เพราะ
มือมันอุ่น แล้วมือผมมันเย็นเฉียบหรอกนะ ผมจึงปล่อยให้มันเดินจูงมือ พาผมเดิน
ต้อยๆ
 
 “ฉันไม่จ่ายเงินค่าเสื้อนะ เพราะนายบอกซื้อมาฝาก ไม่ใช่ฉันฝากซื้อ” ผมรีบบอก
 
“เฮ้ยได้งัย มันแพงนะ “ มันโวยวายกลับมาทันที
 
“ดีสิ ฉันชอบของแพง โดยเฉพาะของฟรี”
 
ผมหัวเราะถูกใจ ของแพง แต่ได้มาฟรี ใครไม่ชอบบ้างครับ  ทำไมตอนนี้ผมมี
ความสุขจังครับเนี่ย 55555
 
 เอ๋ แล้วทำไมผมถึงมาเดินอยู่นอกร้านเนื้อย่างครับเนี่ย ผมจำความอะไรไม่ได้แล้ว 
ตอนนี้ผมจำได้เพียงมืออุ่นๆที่รวบกระชับมือผมไว้แน่น เสียงห้าวทุ้มที่ได้ยินคลอเคลีย
อยู่ข้างหู ดวงตาสีดำสนิทที่ทอดมองผมอย่าง........................
ผมคงไม่ได้คิดไปเองใช่ไหมครับ ว่า แววตาคมที่ผมเห็น มันช่าง.......อ่อนหวาน
 
 
 
 
Stay With me (TaecKhun’s Part)
 
ร่างสูงโปร่งที่ถึงแม้จะยืนอยู่ในความมืดมิด แต่ผม ก็มักจะมองหาคนคนนี้เจอเสมอ คน
ที่มักจะเป็นศูนย์กลางของผู้คน คนที่แทบจะไม่เคยยืนอย่างเดียวดายไม่ว่าบนเวที หรือ
ที่ไหนๆ แต่ตอนนี้กลับยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยวในสวนเล็กๆที่เงียบสงบที่ไม่น่าเชื่อว่าจะอยู่
ในร้านอาหารประเภทปิ้งย่าง ที่มีแต่ความอึกทึกวุ่นวาย
 
ในร้านนั้นอบอุ่นจนเกือบร้อน แต่สวนนี้กลับเริ่มมีความเย็นเฉียบของฤดูหนาวที่ใกล้
เข้ามาทุกที นิชคุณแหงนเงยดูท้องฟ้าเบื้องบน ใบหน้าที่เห็นเพียงด้านข้าง เรียบเฉยจน
ติดเศร้า เมื่อลมเย็มที่ค่อนไปทางหนาวเหน็บ ถึงแม้จะพัดผ่านเพียงแผ่วเบา แต่เมื่อ
กระทบกับผิวกายของคนที่ใส่เพียงเสื้อยืดแขนสั้นสีขาวสกรีนลายธงชาติประเทศบ้าน
เกิด กับกางเกงผ้าขาห้าส่วนสีเข้ม ทำให้ร่างโปร่งต้อง ห่อไหล่เข้ามาเล็กน้อย มือสอง
ข้างประสานกันเบื้องหน้า แล้วถูเบาๆเหมือนเชื่อว่าถ้าทำอย่างนั้นแล้วสามารถเพิ่ม
อุณหภูมิให้กับร่างกายที่เหมือนจะเริ่มสั่นสะท้านได้ 
 
เมื่อเห็นภาพตรงหน้า ผม รีบเดินเข้าไปหา แต่ก็อดไม่ได้ที่จะส่งเสียงมาก่อน
 
“ไปยืนตากลมทำไม แล้วน้องๆไปไหนหมด”
 
ผมอยากจะพูดต่ออีกว่า ทำไมทิ้งให้พี่ชายคนรอง ต้องมายืนหนาวอยู่คน
เดียว แต่ก็รู้ว่าคนที่เขาทักไม่ชอบให้ใครมาดูแล นิชคุณชอบเป็นฝ่ายห่วงใย ใส่ใจคนอื่น
มากกว่าจะให้ใครมาสนใจตัวเอง ถึงทุกคนจะเต็มใจที่จะทำอย่างนั้นก็ตาม
 
นิชคุณไม่ได้หันมาตามเสียงทักทาย กลับยืนจ้องไปบนท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว
กลาดเกลื่อนขณะตอบคำถาม
 
“สองคนนั้นทะเลาะกัน งอนกัน แล้วตอนนี้กำลังง้อกันอยู่”
 
 เสียงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเอ็นดูเมื่อพูดถึงน้องทั้งสองคนเหมือนเป็นเด็กตัวเล็กๆ
ทั้งๆที่อายุห่างกับคนพูดไม่กี่ปี
 
เจ้าสองตัวนั้นมัวแต่ทะเลาะกันแล้วทำให้พี่ของมันต้องมายืนหนาวรอเนี่ยนะ แทคยอน
ได้แต่เข่นเคี้ยวในใจ
 
“ชานซองเพิ่งกลับมาก็ทะเลาะกับจุนโฮเลยเนี่ยนะ ไอ้สองคนนี้มันอะไรกันหนัก กัน
หนา เดี๋ยวดีกันเดี๋ยวทะเลาะกันอยู่นั้น”
 
ผมอดบ่นไม่ได้
 
“น้องยังเด็กอยู่”เสียงทุ้มนุ่มแก้ตัวแทน
 
“เด็กกว่านายแค่ปิ สองปี”ผมท้วง
 
 คนที่ยืนมองท้องฟ้าไม่พูดอะไรต่อ เห็นเพียงมุมปากยกเป็นรอยยิ้มบางๆ ผมเงยหน้าดู
ท้องฟ้าบ้าง ฟ้ากว้างสีนิลที่ผมไม่ค่อยได้มีโอกาสได้เห็น ทั้งที่ก็อยู่เหนือศรีษะผมทุกคืน
แต่ด้วยหน้าที่การงานแสนจะรัดตัว ทำให้ผมจ้องมองไปแต่ข้างหน้า แทบไม่เคยได้
แหงนเงยขึ้นมามองฟ้าเบื้องบน
 
ผืนกำมะหยี่สีเข้มที่มีเครื่องประดับป็นดาวดวงเล็ก ส่องแสงวิบวับ แต่ไร้ซึ่งจันทราดวง
โต ผมยืนมองดาวคู่กับนิชคุณอย่างเงียบๆ สักพัก ก่อนที่จะเบือนหน้าไปมองคนที่แหงน
เงยมองท้องฟ้าอย่างไม่กลัวปวดคอ ใบหน้าด้านข้างที่เหมือนเศร้าสร้อย แต่ก็ยังดูสวย
สวย  คำที่นิชคุณไม่เคยชอบเวลามีคนใช้ระบุรูปลักษณ์ของเขา แทนที่จะเป็นรูปหล่อ
หรือ เท่
 
 ผมเปลี่ยนจากดูดาว มามองคนที่ยืนมองดาวแทน คนที่นิสัยแสนแมน แต่หน้าตากลับ
ทำให้ผู้หญิงหลายคนต้องอิจฉา ใบหน้าถึงจะเห็นเพียงด้านข้างแต่ก็ยังงดงาม ตั้งแต่ผม
สั้นสีน้ำตาลเข้ม หน้าผากเนียน ดวงตากลมที่มีขนตายาวตรงล้อมกรอบ สันจมูกโด่ง
สวย แก้มอิ่ม ริมฝีปากได้รูป คางเรียวหน้าเล็ก ผมไล่สายตามาเรื่อยจนถึงลำคอเนียน ผิว
ขาวผ่องเหมือนเรืองแสงได้ จนคล้ายดาวดวงโตที่ส่องแสงเรืองๆในสวนมืดมิด
 
ผมมองหน้านิชคุณเพลิน  จนคนถูกมองรู้สึกตัว หันมาประสานสายตากับผม ดวงตา
กลมโตที่เป็นประกายแข่งกับแสงดาว ไม่บ่งบอกความรู้สึกใด ใบหน้าเรียบเฉย  ไร้ซึ่ง
ความเก้อเขิน ถึงแม้จะโดนจ้องมองแบบไม่วางตา
 
“มองอะไร”
 
เสียงทุ้มนุ่มราบเรียบเหมือนถามเรื่องลมฟ้าอากาศ  ดวงตากลมใสแจ๋วมองตรงเข้าไปใน
ตาสีดำสนิทของผม
 
“มองดาว”
ผมตอบอย่างเหม่อลอยกลับไป
 
“มองดาวบ้าอะไรของนาย ดาวมันอยู่ข้างบนโน้น มองมาทางฉันแล้วนายจะเห็นดาว
เหรอ”
 
นิชคุณสงสัย  เพื่อนสนิทเขาท่าทางจะประสาท เห็นชัดๆว่าจ้องมาทางเขาตาเขม็ง มันยัง
ว่ามองดาวอีก
 
“เห็น”  
 
คนตรงหน้ากับดาวที่วิบวับอยู่ในตากลมโตมันดึงดูดให้ผมสนใจที่จะมอง มากกว่าดาว
ที่อยู่บนท้องฟ้าเสียอีก
 
คำตอบของอ๊ค แทคยอน ทำให้นิชคุณเริ่มงงหนัก แต่ก่อนที่จะพูดอะไรต่อ เสียงแจ้วๆที่
โหวกเหวกมาแต่ไกลก่อนที่จะเห็นตัวเจ้าของเสียงเสียอีก ทำให้นิชคุณเลิกใส่ใจเพื่อน
สนิท
 
“พี่คุ๊ณณณ พี่แทค กลับบ้านกันเหอะครับ ผมกับจุนโฮ ง่วงจนตาจะปิดอยู่แล้ว”
 
น้องเล็ก กับ รองน้องเล็ก ที่จูงมือ เดินตามกันมาต้อยๆ โดยที่ตาปรือ แต่หน้าตาสดใส
กันทั้งคู่ทำให้นิชคุณอดอมยิ้มไม่ได้ จะไม่ให้เรียกว่าเด็กได้ยังไง งอนกันก็เดินหนี  ง้อ
กันก็เดิมตาม พอดีกันก็เดินจับมือ
 
 “แทคกลับบ้านกัน”นิชคุณชวนคนที่ยังเหมือนอยู่ในภวังค์
 
“อืม”เสียงห้าวทุ้มรับคำ ก่อนที่จะยื่นมือข้างนึงให้คนข้างกาย
 
นิชคุณมองมือคร้ามใหญ่ที่ยื่นส่งมาตาปริบๆ นี่เขาทะเลาะกับแทคยอนเหรอ พอดีกันถึง
ต้องจูงมือกันเดินด้วย พอเงยหน้ามองสบตากับดวงตาคมแวววาว ที่เฝ้ารออย่างใจเย็น
โดยไม่ปริปากพูดอะไรสักคำ  นิชคุณยืนชั่งใจสักพักก่อนยื่นมือข้างนึงส่งไปให้ มือ
ใหญ่รีบรวบมือที่เล็กว่าไว้แน่น มืออุ่นร้อน ทำให้มือเล็กที่เย็นเฉียบอุ่นขึ้นมาทันที
ความร้อนที่ส่งมาให้ตั้งแต่มือ ลามไปยังแขน ขึ้นไปถึงสมอง จนอุ่นเข้าไปถึงหัวใจ
 
นิชคุณเดินตามคนที่จูงมือไปเงียบๆ สายตามองตรงไปยังแผ่นหลังกว้างที่อยู่เบื้องหน้า
ตอนที่เขายืนมองดาวบนท้องฟ้า ตอนนั้นเขาคิดถึงบ้าน คิดถึงครอบครัวแทบขาดใจ
บ้านอันเป็นที่รักที่โดนสายน้ำโอบรอบ อยากกลับไปหาครอบครัว อยากกับไปช่วย ทั้ง
บ้าน ทั้งคน ทั้งประเทศที่เขารัก อยากกลับไปร่วมเป็นส่วนหนึ่งไม่ว่าจะผู้ประสบภัย
หรือผู้กู้ภัย  แต่เขาทำอะไรไม่ได้  ทำอะไรไม่ได้เลย นอกจากส่งข้อความให้กำลังใจ
ผ่านทางสังคมออนไลน์ กับช่วยบริจาคทุนทรัพย์เท่าที่ทำได้ 
 
เขาทำได้เพียงแค่นั้น เนื่องจากภาระหน้าที่อันหนักอึ้งค้ำคออยู่ เหมือนโซ่ตรวนที่ผูกมัด
เขาไว้แน่นหนา ทำให้เขาไม่สามารถไปไหนดังใจต้องการ
 
ชั่ววินาทีหนึ่งของความคิด เขาอยากจะสบัดให้หลุดพ้นจากพันธนาการเหล่านั้น อยาก
ตัดขาดกับหน้าที่การงาน อยากจะทำตามใจตัวเองปราถนา
 
อยากกลับบ้าน ............... 
 
แต่มันมีสายใยที่ถึงแม้จะมองไม่เห็น แต่เขารู้สึกได้  สายใยบางเบาแต่เหนียวแน่น ที่
เหนี่ยวรั้งให้เขายังอยู่ที่ตรงนี้  สายใยแห่งความสัมพันธ์ที่เขาไม่สามารถตัดขาด สายใย
แห่งความผูกผันของคนที่อยู่ร่วมกันมาหลายปี  คนที่เป็นยิ่งกว่าเพื่อน คนที่เป็นเหมือน
คนในครอบครัว  สายสัมพันธ์เหล่านั้นที่ช่วยบรรเทาความทุรนทุรายในจิตใจ คอย
ปลอบประโลมให้เขายังอยู่ที่ตรงนี้
 
เหมือนมือใหญ่ที่กระชับแน่นอยู่กับมือเขา แรงที่เกาะกุมมือเขานุ่มนวล แต่มันก็อบอุ่น
จนเขาไม่สามารถสบัดมือหนีจากมือคู่นี้
 
เหมือนกับรอยยิ้มกว้างของน้องทั้ง 2 คนที่พอเห็น ก็สามารถทำให้เขายิ้มได้อีกครั้ง ชาน
ซองส่งมือข้างที่ว่างมาให้ นิชคุณจึงวางมือที่เย็นเฉียบ ไร้การเกาะกุมลงไปในอุ้งมือน้อง
เล็ก
 
ชานซองแกว่งมือของตัวเองที่จับแน่นอยู่กับมือของพี่ชายและเพื่อนรัก ทั้งสองข้างเล่น
พลางหัวเราะเอิ๊กอ๊ากชอบใจ พลอยทำให้คนที่พากันเดินจูงมือเรียงแถวหน้ากระดาน
หัวเราะตามไปด้วย
 
นิชคุณเงยหน้าที่ตอนนี้ประดับไปด้วยรอยยิ้มกว้างไปยังคนที่ก้มลงมาสบตาพอดี 
ประกายตาอ่อนโยนในดวงตาคมส่งตรงมาให้กับตากลมโตเปล่งประกายวิบวับ  ริม
ฝีปากบางเฉียบยิ้มกว้างจนรอบตาย่น ตามคนที่แหงนหน้ามายิ้มให้  ก่อนที่ทั้งคู่จะ
พร้อมใจกันส่งเสียงหัวเราะแบบไร้สาเหต ให้น้องเล็กและรองน้องเล็ก ต้องหันมามอง
หน้ากัน แต่สุดท้ายก็ร่วมประสานเสียงหัวเราะตามพวกพี่กันอีกครั้งดังลั่น
 
นิชคุณกระชับมือเข้ากับมือของแทคยอนแน่นกว่าเดิม เพื่อเดินทางกลับบ้าน บ้านอีก
หลังของเขา

1 ความคิดเห็น: