I Was Crazy about U
อ๊ค แทคยอนเปิดประตูห้องพักเข้ามาด้วยความเหนื่อยอ่อน สองสามวันนี้เขามีถ่ายละครดึก กว่าจะเลิกก็เกือบล่วงเข้าเช้าวันใหม่ บางวันเขาจะกลับพร้อมอูยอง แต่วันนี้เจ้าเด็กแก้มอูมไม่มีคิวถ่าย เขาเลยกลับคนเดียว แต่เมื่อเขาก้าวขาเข้ามาในห้องนั่งเล่นที่มักเป็นที่นอนของชานซอง น้องเล็กตัวโต กับอูยอง ไฟที่ยังเปิดสว่างไสวทำให้ต้องแปลกใจ เพราะทุกทีถ้าเขากลับเวลานี้มักมีแต่ความมืดมิดที่ต้อนรับการกลับมาของเขาเท่านั้น แต่วันนี้นอกจากไฟที่สว่าง ก็มีสมาชิกวงของเขามานั่งหน้าสลอนต้อนรับ แถมแต่ละคนทำหน้าตาพึลึกๆ จนเขาต้องเอ่ยปากทัก
“เฮ้ย เกิดอะไรขึ้นวะ ทำไม ไม่หลับไม่นอนกัน”
“ชู่วววว ไอ้แทค พูดเบาๆหน่อย” นักร้องนำประจำวงจุ๊ปาก และทำท่ามองซ้าย มองขวา เหมือนกลัวใครจะได้ยิน
“แล้วมันมีอะ......” เขายังพูดไม่ทันขาดคำ
“ตึกกก”
ก็ได้ยินเหมือนเสียงของหนักๆบางอย่างกระทบพี้นอย่างแรง เสียงหล่นกราวของวัตถุ ดังมาจากห้องของเจ้ามักเน่ กับเจ้าชายไทยประจำวง
เขารีบกวาดสายตามองสมาชิกในห้องนั่งเล่นทันที เจ้าน้องเล็กประจำวงนั่งหน้าเสียอยู่ที่พื้นห้อง โดยที่มือทั้ง 2 ข้างกุมแน่นอยู่กับรองน้องเล็ก จุนโฮ ที่ตาขีดเดียวอันเป็นสัญลักษณ์ประจำตัว ตอนนี้สามารถเบิกกว้างได้อย่างน่าประหลาดใจ ทั้ง 2 นั่งเบียดกันอยู่บนโซฟาจนแทบจะกอดกันอยู่แล้ว แต่ที่แย่ยิ่งกว่านั้นก็คือ จาง อูยอง ที่นั่งอยู่บนพื้นห้อง หน้าซีด ตัวสั่น ดวงตาหวาดกลัว ปากเบะเหมือนจะร้องไห้ มืออูมทั้ง 2 ข้างกอดแขนจุนซู รูมเมทของเขาแน่น
“เพล้ง”
เสียงที่ได้ยินมาจากห้องที่ปิดสนิทนั้นอีกครั้ง คราวนี้ทั้ง 4 คน สะดุ้งเฮือกพร้อมกัน แล้วก็กลิ้งมาจับกลุ่มรวมกันอยู่พื้นกลางห้อง เจ้าเด็กแก้มอูมจิกแขนลงไปที่แขนจุนซู ด้วยความตกใจ แต่เจ้าคนพี่คงไม่รู้สึกอะไร เพราะตัวเองก็หลับตาปี๋ กุมมือขาวที่จิกลงบนแขนตัวเองแน่น
ไม่ต้องคิดเลยว่าเสียงในห้องนั้นฝีมือใคร สมาชิกวงที่เหลืออยู่คนเดียวที่เขายังไม่เห็นหน้านี่แหละ คงเป็นต้นเหตุของทั้งหมด
“ไอ้คุณ มันเป็นอะไร” เขาถามจุนซู ที่นั่งหน้าซีดเหมือนจะเป็นลม
“ฉะ.. ฉัน ก็ไม่รู้วะ เห็นมันหงุดหงิดมา 2-3วันแล้ว แต่ว่าวันนี้ท่าทางมันจะอาการหนัก มันเพิ่งกลับจากถ่าย WGM พอเข้ามามันก็ทำตาขวาง ไม่พูดจากับใคร ปิดประตูดังปัง สักพักก็มีเสียงเหมือนอะไรแตก ไอ้พวกนี้ก็ใช้ให้ฉันเข้าไปดูมัน พอฉันเปิดประตู เห็นมันยืนตาขวาง ข้าวของแตกเกลื่อน ฉันกะ... กลัวไม่กล้าถามมันว่ามันเป็นอะไร กลัวมันเอาอะไรมาเขวี้ยงใส่หัวฉัน ก็เลยรีบเผ่นออกมา แกมาก็ดีเลยไอ้แทค แกเข้าไปดูมันหน่อยไป๊”จุนซู เล่าตะกุกตะกัก แทบไม่เป็นภาษาคน
“ไม่เอาอะ ฉันง่วง จะนอนแล้ว ปล่อยให้มันอาละวาดอย่างนั้นแหละ เดี๋ยวมันก็หายเอง” แทคยอนพูดพลางถอดเสื้อกันหนาวสีเหลืองตัวโปรดออกจากตัว ทั้งที่ตัวเองก็แปลกใจว่าปกติเวลานิชคุณหงุดหงิด ไม่เคยทำลายข้าวของนี้น่า นอกจากทำหน้าหงิก บ่นงึมงำ ถ้าอยู่ห่างๆไม่ไปกวนประสาทมัน ให้มันบ่นไปเรื่อยๆ มันเหนื่อยก็หยุดเอง
“ไม่อะ พี่แทค พี่ไปดูพี่คุณหน่อยเหอะ ไม่งั้นพวกผมจะนอนได้ยังงัย ถ้าพี่คุณเล่นเขวี้ยงของอย่างนี้ทั้งคืนละ” เจ้าเด็กแก้มอูมคลานมากอดขาเขาแน่น เงยหน้ากลมๆ ที่ซีดขาว ปากเบะสั่นระริก ดวงตาที่มีน้ำคลอ ถ้าเขาปฏิเศษ มันคงร้องไห้โฮ แน่ๆ และเจ้าหมีก็คลานมากอดขาเข้าอีกคน แต่แรงที่มันโถมมาทำให้เขาแทบล้ม
“ใช่ๆ พี่แทค พี่เข้าไปดูหน่อยเหอะ ไม่งั้นคืนนี้ผมไม่ได้นอนแน่ ผมกลัวอะ”เจ้านี่ พอเห็นอูยองจะร้อง มันก็บ้าจี้จะร้องบ้าง
“ปัง”
เสียงประตูห้องเกิดเหตุที่เปิดมาอย่างแรง ทำให้ทั้ง 4 คน ผวาเฮือก พี่น้องจุนกระโดดมาร่วมวงกอดขาเขาจนเขาแทบจะล้มไปกองกับพื้น
ตอนนี้ไม่มีภาพของนิชคุณเจ้าชายไทย ที่แสน อ่อนโยน สุภาพ ใบหน้ามีแต่รอยยิ้มอีกแล้ว มีเพียงชายหนุ่มที่หน้าตาบึ้งตึง ตาเครียดขวาง ปากเม้มแน่น ใส่ กางเกงวอร์มสีแดง เสื้อกล้ามสีขาว อวดไหล่กว้าง ต้นแขนล่ำ ตาดุดันกวาดมองไปทั่ว เหมือนหาอะไรบางอย่าง สุดท้ายสายตาขวางก็มาหยุดที่เพื่อนร่วมวงทั้งหมดที่กอดกันแน่นตรงขาเขา
“จุนซู ไม้กวาดอยู่ไหน” เสียงเย็นยะเยียบยิ่งกว่าน้ำแข็ง ทำให้เจ้าของชื่อ ตัวสั่นพั่บๆ
“ คะ ....ครับ ๆๆ มะ...ไม้กวาดหรือครับ อยู่.. อยู่......” ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคิม จุนซู สติแตกไปแล้ว ยิ่งเห็นคนฟังขมวดคิ้วเข้มใส่ นักร้องนำก็หลบตา กอดขาแทคยอนแน่นเข้าไปอีก
“เฮ้ย จุนซู แกดึงกางเกงฉันจะหลุดอยู่แล้ว แล้วไอ้คุณ แกเป็น....” แทคยอนพยายามดึงกางเกงที่ถูกจุนซูดึงให้กลับเข้าที่ และหันไปหานิชคุณ แต่ยังถามไม่จบประโยค ก็ต้องตกใจเนื่องจากสายตาดันเหลือบไปเห็นของเหลวสีแดงสดที่หยดออกจากปลายนิ้วเรียวขาวเป็นทาง ที่ตอนนี้ก็กำลังหยดแหมะๆ ลงพื้น ตรงที่เจ้าของเลือดกำลังยืนอยู่
“แกเลือดออกนี้หว่า ไปโดนอะไรมาวะ”
ประโยคนี้ทำให้ทั้ง 4 คน ที่ไม่กล้ามองหน้าคนตัวขาว พร้อมใจกันเงยหน้ามอง ก็ต้องพบกับภาพน่ากลัวสุดๆ เมื่อเจ้าชายของวงที่ตอนนี้ยกนิ้วที่มีเลือดไหลขึ้นมาดู จนเลือดหยดไหลย้อนกลับจากปลายนิ้ว ผ่านแขนขาวไหลไปที่ข้อศอก และหยดใส่เสื้อกล้ามสีขาว เป็นดวงกว้างสีแดงสด และที่สยองที่สุดก็ตรงเจ้าของเลือดพอเห็นเลือดไหลเป็นทางใบหน้านั้นไม่มีความหวาดกลัว กลับใช้ลิ้นเลียเลือดที่ไหลเปื้อนตรงท่อนแขนขาว พร้อมกับเหลือบมามองเพื่อนร่วมวง แล้วแสยะยิ้ม มันเป็นรอยยิ้มที่ชาตินี้พวกเขาขอเห็นเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายทีเหอะ
อูยองพอเห็นภาพที่ดูสยดสยองยิ่งกว่าหนังสยองขวัญทุกเรื่องที่ตัวเองเคยดู ก็ทนไม่ไหวปล่อยโฮออกมาดังลั่น ชานซองก็บ้าจี้ตามพอเห็นคนแก้มอูม ร้อง ก็ร้องบ้าง ส่วนจุนโฮที่มีปฏิกิริยาเงียบกริบที่สุด แต่ที่เงียบเพราะมันเป็นลม สลบแทบเท้าเขาไปแล้วไม่รู้ว่าเพราะมันกลัวเลือด หรือกลัวคนตรงหน้า หรือทั้ง 2 อย่าง ส่วนจุนซู ก็อ้าปากพะงาบ ๆ เหมือนปลาขาดน้ำ ตาเหลือกค้าง เหมือนวิญญานจะหลุดออกนอกร่างไปอีกคน
แทคยอนกลัวว่า สมาชิกในวงจะต้องไปอยู่ในโรงพยาบาลประสาทกันหมด ก็สบัดขาตัวเองให้หลุดพ้นจากทั้ง 4 คน เดินไปคว้าแขนคนที่ยังแสยะยิ้ม มองเลือดที่ไหลออกมาจากปลายนิ้ว แล้วลากเข้าไปที่ห้อง ก่อนปิดประตูดังปัง
แทคยอนอึ้งเมื่อเห็นสภาพภายในห้องที่เคยเป็นระเบียบเรียบร้อย ตอนนี้ไม่เหลือเค้าสภาพเดิม เศษกระเบื้องเซรามิคลายสวยที่แต่ก่อนเป็นที่ใส่เทียนหอมอโรมาของโปรดของเจ้าของห้อง กระจายทั่วห้อง โต๊ะที่เคยเป็นที่วางหนังสือเรียนภาษาเกาหลี ล้มคว่ำลงกับพื้น หนังสือที่เคยอยู่บนโต๊ะกระจายทั่ว เศษแก้วที่น่าจะเป็นขวดโหลใส่ลูกอมของโปรดแตกละเอียดเกลื่อนเต็มพื้น หยดเลือดที่ติดกับเศษกระเบื้องชิ้นนึง ทำให้เขาพอรู้สาเหตุที่คนตัวขาวเลือดไหล
แทคยอนไม่พูดอะไรใช้หนังสือที่ตกอยู่ที่พื้นกวาดเศษกระเบื้องให้กองรวมกันเพื่อจะสามารถเดินไปเอากล่องปฐมพยาบาลที่อยู่บนตู้เสื้อผ้า เหลียวซ้าย แลขวา แล้วก็ลากเก้าอี้มา กดไหล่คนที่เงียบสงัด แต่ตายังแข็งทื่อให้นั่งลง ส่วนตัวเองคุกเข่ากับพื้นที่ดูแล้วว่าไม่มีเศษกระเบื้องให้ต้องเลือดตกยางออกไปอีกคน
มือคร้ามใหญ่ค่อยๆจับนิ้วเรียวที่เลือดยังไม่หยุดไหล ใช้สำลีกดเบาๆที่แผลเพื่อหยุดเลือด พอสำลีซับเลือดจนเกือบชุ่ม แทคยอนเอาสำลีออก แผลที่ปลายนิ้วค่อนข้างยาวและลึกอยู่เหมือนกัน แต่คงไม่ต้องพาไปหาหมอเพราะตอนนี้มีแค่เพียงเลือดซึมออกมานิดหน่อยเท่านั้น แทคยอนจึงใช้สำลีอันใหม่กดไปที่แผลพร้อมรีบพันแผลให้เรียบร้อย
ขณะที่แทคยอนทำแผลให้ นิชคุณนั่งเงียบสนิท แต่สายตาที่ก้มมามอง คนที่เขาเห็นแต่ศรีษะทุยสวยปกลุมด้วยผมสั้นสีน้ำตาลอ่อน เห็นความตั้งใจในการทำแผลให้เขาด้วยความอ่อนโยน สายตาก็ค่อยคลายความแข็งกร้าว
“เอ้า เสร็จแล้ว” คนผิวเข้มเป่าปากอย่างปลอดโปร่งที่สามารถทำแผลให้คนตรงหน้าได้สำเร็จ เงยหน้าขึ้นมายิ้มจนหางตาย่นให้กับเจ้าของแผล นิชคุณพอเห็นรอยยิ้มนั้นก็อดยิ้มตอบไม่ได้ แทคยอนเริ่มเบาใจที่เห็นรอยยิ้มสวยอันคุ้นเคยจากคนตรงหน้า เลยไปนั่งบนเตียงเจ้าของห้องและลากเก้าอี้ของคนตัวขาวให้มาใกล้ๆ กุมมือข้างที่ไม่มีแผลถามด้วยเสียงอ่อนโยน
“แกเป็นอะไรวะคุณ ไม่สบายใจอะไรหรือเปล่า”
“หืม ฉันแค่หงุดหงิดเรื่องานนิดหน่อย ไม่มีอะไรมากหรอก” นิชคุณตอบพลางดูแผลที่คนตัวโตทำให้
“แล้วแกทำลายข้าวของทำไมวะ เนื่ยคนอื่นประสาทกินไปหมดแล้วนะ”
“ทำลายข้าวของอะไรวะ”นิชคุณเงยหน้ามามองคนตรงหน้าด้วยสายตางุนงง
“อ้าว ก็ไอ้ที่เกลื่อนเต็มห้องแกนะ แกไม่ได้เขวี้ยงมันลงมาเหรอ”
“เฮ้ยบ้าแล้ว ใครจะไปเขวี้ยงได้วะ ที่ใส่เทียนอโรมานั้นฉันรักมันจะตาย พอดีฉันหงุดหงิดจะจุดเทียนคลายเคลียดซักหน่อยแต่มือดันไปปัดหล่น จุนซูได้ยินเสียงมั้ง มันเลยเข้ามาดู ฉันกำลังจะบอกให้มันไปหาไม้กวาดมาให้หน่อย แต่มันเป็นบ้าอะไรก็ไม่รู้ วิ่งพรวดหนีออกไป”
“แล้วกองหนังสือเนี่ยหละ”
“อ้อออ ฉันกำลังจะหยิบเศษกระเบื้องมาใส่ถุงเอาไปทิ้ง ดันโดนกระเบื้องบาด ตกใจถอยหลังไปชนเข้ากับโต๊ะ ขาโต๊ะมันไม่ค่อยดีอยู่แล้วพอโดนฉันชนมันก็ล้มโครมลงมา หนังสือเลยร่วงลงมาหมด ฉันยืนสงบสติอารมณ์สักพัก ว่าจะหาลูกอมกินให้น้ำตาลเข้าเส้นเลือดหน่อย พอมือไปคว้ากระปุกลูกอม ดันปัดมันหล่นแตกอีก”นิชคุณพูดด้วยความหงุดหงิด
แทคยอนฟังแล้วได้แต่อึ้ง แล้วก็ต้องลอบถอนหายใจยาวออกมา เรื่องเข้าใจผิดแท้ๆ ที่ทำให้สมาชิกในวงเขาขวัญกระเจิงกันไปหมด แต่สงสัยต้องแก้ตรงต้นเหตุ คือคนที่นั่งหงุดหงิดอยู่ตรงหน้าเข้าก่อน
“แล้วแกหงุดหงิดเรื่องอะไรวะ เห็นจุนซูบอกแกอารมณ์ไม่ดีมา 2-3 แล้ว”คนหน้าเข้มตะล่อมถาม
“ก็เรื่องงี่เง่าทั้งนั้น ก็สองวันก่อน.................. แล้วเมื่อวานนะ...................... ส่วนวันนี้.......................”
แทคยอนฟังคนหน้าสวยระบายไป พลางงึมงำ เออ ออ ไปด้วย เออ เรื่องมันงี่เง่าจริงๆนะแหละ มันก็สมควรที่นิชคุณจะหงุดหงิดอยู่หรอก แค่เขาฟังก็ไม่สบอารมณ์แล้ว แต่เนื่องจากมันเกิดจากทำงานทั้งนั้น พวกเขาก็ต้องอดทนและเก็บอารมณ์ พอเลิกงานแล้วค่อยมาระบายทีหลัง แต่คนตรงหน้าคงเก็บความหงุดหงิดสะสมมาหลายวันไม่ได้ระบาย วันนี้ก็เลยหน้าตาบอกบุญไม่รับมากไปหน่อย และยังมีเหตุการณ์ให้น่าเข้าใจผิด จนทำให้พี่น้องร่วมวงกลัวกันไปหมด
“เฮ้ย แล้วทำไมแกไม่ระบายกับใครบางวะ เก็บไว้ทำไมคนเดียว” แทคยอนถาม
คนฟังหลบตา พลางอ้อมแอ้มตอบ “ก็เจ้าพวกนั้นมันกลัวฉันนี่หว่า ฉันก็เลยพยายามที่จะไม่บ่น”
“แต่ทุกที แกก็......” แทคยอนพูดค้างเนื่องจากเหมือนฉุกคิดอะไรขึ้นได้ ทุกครั้งที่นิชคุณบ่น มันบ่นให้เขาฟังนี้หว่า แต่บางทีพี่น้องร่วมวงคนอื่นอยู่ด้วยก็จริง แต่มักจะนั่ง ตัวลีบ เงียบกริบ มีแต่เขาที่ ฟังมันบ่นบ้าง ร่วมวงด่าคนที่ทำให้มันหงุดหงิดบ้าง หรือบางทีก็ยืนมองมันบ่นเฉยๆ จนพอใจนิชคุณก็จะกลับมาเป็นปกติเอง
เวลานิชคุณโกรธ หงุดหงิด ถึงแม้หน้าตามันจะบึ้งตึ้งขนาดไหน แต่เขาก็ไม่เคยกลัวมัน แค่รำคาญ หงุดหงิดไปกับมันด้วย แต่พี่น้องคนอื่นไม่ใช่ ทุกคนชินกับภาพนิชคุณที่ใจดี สุภาพ อ่อนโยน ยิ้มแย้มแจ่มใส พอเจอ คนหน้าบึ้ง ตาขวางใส่ก็เลยกลัวกันหมด นิชคุณก็รู้ว่าทุกคนกลัวก็เลยไม่บ่นให้ใครฟัง เลยกลายเป็นว่าเก็บความหงุดหงิดไว้คนเดียวจนมันล้นทะลัก แล้วเป็นเรื่องเหมือนวันนี้
สรุปไปๆมาๆ กลายเป็นความผิดเขาหรือเปล่าเนี่ย ที่ไม่ได้อยู่ฟังคนหน้าขาวระบาย ทำให้เกิดเรื่องวุ่นวายไปหมด
แทคยอนได้แต่ถอนหายใจอีกครั้ง พลางตัดสินใจแก้ไขปัญหา
“อีม เอางี้ดีกว่าคุณ ถ้าวันไหนแกหงุดหงิด แกโทรมาระบายกับฉันเลยนะ ถึงฉันจะทำงานอยู่ก็ไม่เป็นไร”
“เฮ้ย ไม่เอาอะ แกจะบ้าเหรอ ฉันจะโทรไปกวนเวลาแกทำงานได้งัยวะ”นิชคุณปฎิเศษเสียงหลง เขาไม่กล้าโทรไปกวนแทคยอนด้วยเรื่องไร้สาระของเขาหรอก
“ไม่เป็นไร ถ้าแกโทรมาตอนฉันกำลังถ่ายละคร พอฉันถ่ายเสร็จ ฉันก็จะโทรกลับหาแกเอง แกโทรมาเหอะ”คนผิวเข้มกว่าคะยั้นคะยอ
“แกจะเอายังงั้นเหรอ มันไม่กวนแกแน่นะ” นิชคุณลังเล
“เออ ไม่กวนหรอกแกโทรมาได้ 24 ชั่วโมง”แทคยอนยืนยัน
“งั้นก็ได้”เจ้าชายไทยตกลง
เฮ้อ แทคยอนค่อยผ่อนลมหายใจ แค่นี้ก็แก้ปัญหาได้หมด นิชคุณเวลาหงุดหงิดจะได้มีที่ระบาย พี่ น้องเพื่อนร่วมวงเขาก็จะได้ไม่หัวใจวายเพราะคนตรงหน้าไปด้วย ส่วนเขาไม่มีปัญหาอะไรอยู่แล้วเพื่อเพื่อนสนิทคนนี้ ถ้าเขาสามารถทำอะไรให้ได้ เขาก็เต็มใจทำให้
บทส่งท้าย
ขณะที่ทั้งสองคนช่วยกำลังทำความสะอาดห้องที่รกเกลื่อน นิชคุณก็พูดด้วยเสียงแกมอิจฉาว่า
“ สี่คนนั้นคงคิดถึงแกมากเนอะ พอแกมาเห็นวิ่งเข้าไปกอดขาแกกันใหญ่ แถมอูยองกับชานซองยังร้องไห้คิดถึงแกกันลั่น จุนโฮก็อีกเมื่อกี้ก่อนแกลากฉันเข้าห้องฉันเห็นมันนั่งหลับ แหมมันอุตสาห์มานั่งรอแกทั้งที่มันคงง่วงน่าดู จุนซูก็ด้วยพอเห็นแกก็อ้าปากค้าง ท่าทางจะดีใจน่าดู”
แทคยอนฟังนิชคุณพูดแล้วก็ได้แต่ทอดถอนใจ อยากจะพูดออกไปเหลือเกินว่า
“คุณนิชคุณครับ เจ้าอูยองและชานซอง ที่ร้องไห้ไม่ใช่ว่าเพราะดีใจที่เห็นผมครับ พวกมันกลัวคุณจนร้องไห้ต่างหาก ส่วนจุนโฮนั้นเขาเรียกว่าเป็นลมครับ กลัวจนเป็นลม ส่วนจุนซูนั้นก็กลัวคุณท่านจนตาเหลือก ไม่รู้ตอนนี้วิญญานเข้าร่างหรือยัง พวกมันไม่ได้คิดถึงผมเล้ย พวกมันทั้ง 4 กลัวคุณนิชคุณครับ”
มีแทคคนเดียวที่เข้าใจนิชคุณที่สุด
ตอบลบ