Warning : ฟิคเรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้นมาเท่านั้นโปรดใช้วิจารณญานในการอ่าน
Part IV : Nichkhun With Ok Cat
Finally
คุณรู้ไหม ผลของการกล้าท้าทายเทวดานั้นเป็นเช่นไร
ตอนนี้พวกเราอยู่ที่ประเทศอินโดนีเซียครับ
ตอนเดินทางมาขลุกขลัก ตื่นเต้นนิดหน่อย
เพราะสภาพอากาศที่ไม่ค่อยดี ทำให้เครื่องบินต้องวนอยู่เหนือ
สนามบินจากาตาร์อยู่นาน
แต่ผมก็อดขำไม่ได้กับไอ้คู่พี่น้องที่นั่งอยู่เบาะใกล้ๆ
ไอ้คนน้องน่ะ ไม่ต้องถามหรอกว่ากลัวหรือเปล่า
เพราะทั้งหน้าซีดปากสั่น ส่วนไอ้คนพี่ก็น่าแปลกใจ
ที่มันไม่รู้จักคำว่ากลัวบ้างเลยหรือไง กับเครื่องที่โคลงเคลง
แถมสะเทือนให้น่าใจหาย เพราะใบหน้าขาวจัดเรียบเฉย
อย่างน่าหมั่นไส้ จนอยากจะเข้าไปแหย่ให้มันหูแดง หน้าแดง
เหมือนตอนอยู่ที่สนามบินอินชอน แต่ถ้าผมไปยั่วมันตอนนี้
มีหวังโดนมันเตะก้านคอหักตายก่อนแน่ๆ
หืมมม ผมก็ไม่รู้นิชคุณกับจาง อูยอง คุยอะไรกัน แต่ตอนนี้หน้า
เจ้าเด็กแก้มป่องซุกไปที่อกพี่ชายมันแล้ว มือขาวยกขึ้นลูบผม
หลากสีอย่างอ่อนโยน ริมฝีปากแตะแต้มรอยยิ้มหวาน เสียง
ทุ้มหงุงหงิงผมไม่รู้หรอกว่านิชคุณพูดอะไรแต่ก็ไม่แคล้วคงปลอบ
ประโลมเจ้าเด็กขี้อ้อน
แต่พอคุณเงยหน้า สายตากวาดมามองเจอผม
รอยยิ้มวูบหาย ดวงตาอ่อนโยนกลายเป็นขุ่นเขียว
ปากอิ่มแทบจะแยกเขี้ยวใส่
เอากับมันสิ สงสัยมันจะเคืองที่ผมแหย่มันก่อนขึ้นเครื่องไม่หาย
ผมรีบเบือนหน้าไปซ่อนยิ้ม เพราะถ้ามันเห็นผมขำท่าทางมัน
เดี๋ยวก็ได้เป็นเรื่องกันอีก
เครื่องบินทั้งสั่น ทั้งโคลงอีกสักพัก แต่สุดท้ายกัปตันคนเก่งก็
สามารถเอาเครื่องลงจอดได้อย่างนุ่มนวลและปลอดภัย
แต่พอไปถึงโรงแรมที่พัก ผมก็ต้องแปลกใจกับคนที่แทบจะกินหัว
ผมกลับบอกพี่จินชอลว่าต้องการพักอยู่ห้องเดียวกับผม สายตา
อูยองตอนพี่ชายมันพูดอย่างนั้น ตาเล็กเรียวตอนแรกงุนงง และก็
เปลี่ยนเป็นน้อยใจตามมาทันที แต่นิชคุณจะสนใจรึก็เปล่าพอได้
คีย์การ์ดจากพี่ผู้จัดการก็เดินจ้ำพรวดโดยไม่รอแม้กระทั่งรูมเมท
อย่างผมที่ต้องรีบตาลีตาเหลือกเดินตาม
“พรุ่งนี้ทีมงานจะมาถึงตอนตีสอง เดี๋ยวนายกับฉันต้องคอยช่วยพี่
จินชอลอยู่รอรับพวกเขาด้วย”
นิชคุณบอกผมอย่างนั้นครับ ตอนไปถึงห้องพัก
อ้อ ไม่อยากให้อูยองต้องอดตาหลับขับตานอนคอยตัวเองนี้เอง
เลยเปลี่ยนมาพักห้องเดียวกับผม ก็ตามแต่ใจคุณชายท่านแล้ว
กันครับ ผมน่ะยังไงก็ได้อยู่แล้ว
พอวันรุ่งขึ้นเราก็มีงาน Hi Touch Press Con หลังจากนั้นก็ซ้อม
คอน แล้วก็กลับโรงแรมที่พักซึ่งก็ปาไปเกือบเที่ยงคืน ผมเลยรีบ
อาบน้ำแต่งตัวเพื่อจะรอรับทีมงานที่จะมาถึง
ผมเดินผิวปากออกมาจากห้องขณะจะลงไปล็อบบี้ด้านล่าง
แต่พอเดินผ่านห้องพักของนักร้องนำกับเจ้าเด็กแก้มย้วยก็ต้อง
ชะงัก ทำไมประตูห้องถึงเปิดอ้าซ่าอย่างนั้นฟระ พอมองเข้าไป
ด้านใน ก็เห็นหนึ่งในเจ้าของห้อง กับ รูมเมทผมที่บอกว่าจะลงไป
รอที่ล็อบบี้ก่อน แต่ทำไมมาอยู่ในห้องนี้ได้ก็ไม่รู้
ไอ้คนที่สวมหมวกแดง ยืนแทบจะแนบชิดกับชายหนุ่มอายุ 23 ก็
จริงแต่หน้าตายังกับเด็กประถม แถมอยู่ในชุดนอนลายลูกเจี๊ยบสี
เหลืองอ๋อย ผมกวาดตามองไปทั่วก็ไม่เห็นเงาจุนเค แพนด้าตาตก
รูมเมทของลูกเจี๊ยบแก้มป่อง
“สงสัย คุณแมร่งจะแกล้งเจ้าด้งอีกแล้ว”
ผมคิดในใจก่อนจะส่ายหัวอย่างระอา อดไม่ได้ที่จะยืนพิงประตู
ห้องดูการหยอกเย้าลูกเจี๊ยบของเทวดาประจำวงสักหน่อย
ผมไม่ได้ยินเสียงสนทนาของทั้งคู่ และก็ไม่เห็นใบหน้าของไอ้คนที่
ผมเห็นเพียงแผ่นหลังที่ถูกปกคลุมไปด้วยเสื้อยืดสีเทาดำ ขายาว
อยู่ในกางเกงยีนส์สีซีด ผมเห็นเพียงหน้าอูยองที่หันมาทางประตู
ห้องใบหน้าอูมที่เดี๋ยวแดง เดี๋ยวขาว สลับกันไปมา ท่าทางตื่น
ตระหนก และยิ่งพี่ชายที่แสนดีมันขยับเข้าไปใกล้อีกครั้ง
เจ้าเด็กนั้นคงคิดว่ารับมือไม่ไหวแน่ ทำท่าคล้ายจะเผ่นหนี
พอเห็นอย่างนั้นแล้วผมก็ได้แต่แค่นหัวเราะ
โธ่เอ๋ยยยยย........ เด็กน้อย
ท่าทางไอ้คุณอย่างกับสิงโตที่กำลังต้อนลูกเจี๊ยบมาหยอกเล่น
มันคงปล่อยให้นายหลุดมือไปได้หรอกนะ
เห็นไหมล่ะ พอเจ้าด้งจะผวาไปทางซ้าย สิงโตก็ใช้เท้าตะปบ
เอ๊ยยยย ใช้มือไปวางบนไหล่เจ้าด้ง ไอ้เด็กแก้มย้อยรีบผวาไป
ทางขวา คุณก็ใช้มืออีกข้างวางบนบ่าเล็กสกัดไว้อีก แล้วลูกเจี๊ยบ
หน้าเด็กก็ตกอยู่ในกำมือของสิงโตหนุ่มรูปงามเรียบร้อย
ตอนนี้หน้าจาง อูยองตลกสิ้นดี ใบหน้ากลมซีดขาว หวาดหวั่น
ดวงตาเรียว ระริกไหว ปากที่หุบๆอ้าๆเหมือนจะพูดอะไรสักอย่าง
แต่ก็ไม่สามารถหลุดแม้กระทั่งเสียงออกมาได้ แต่พอดวงตาเล็ก
หลุบต่ำเพื่อจะหลีกหนีจากสายตากลม ก็ไม่รู้มันมองอะไรนิชคุณ
เพราะหน้าที่ขาวจัดค่อยๆเปลี่ยนเป็นแดงเถือกขึ้นเรื่อยๆ ก่อนจะ
ทำท่าเหมือนจะกลั้นใจตายให้มันรู้แล้วรู้รอดไป ทำให้ผมสงสาร
จนต้องรีบส่งเสียงทัก
“ทำอะไรกันนะ”
โอ้.... หน้าเจ้าด้งพอเห็นผม ท่าทางดีใจ แทบจะตีปีกพั่บๆอย่าง
ออกนอกหน้า แต่แปลกดวงตาเล็กนอกจากยินดีกลับเหมือนจะ
แฝงรอยวูบไหวอะไรสักอย่างแทรกอยู่ลึกๆมันเหมือนจะคล้ายๆ
กับไม่สบอารมณ์
แต่ไอ้คนที่ค่อยๆหันมามองผมนี้ซิ แววตากลมเป็นประกาย
วาววามไม่พอใจชัดแจ้ง เพราะมีใครมาขัดจังหวะการเล่นสนุก
ของตัวเอง จนผมยังเสียวสันหลังวาบ
“ไปทางอื่นเลยแทค ฉันกำลังทำโทษน้องอยู่”เสียงทุ้มนุ่มสั่งผม
“พะ พะ พี่แทค ช่วยผมด้วยยยยย”
แต่เสียงระโหยของเจ้าด้ง ทำให้ผมแทบจะหลุดขำ ผมเข้าใจแล้ว
ว่าทำไมใครๆชอบแกล้งไอ้เด็กนี้กันนัก แก้มอูมเนียนตอนนี้แดง
ก่ำ ดวงตาฉ่ำน้ำราวจะหยาดหยดได้ทุกเมื่อช้อนมอง วอนขอ
ความช่วยเหลือ ปากบางสีชมพูสั่นระริก สองมือกำแน่นอยู่ข้าง
กาย ทั้งที่มันจะใช้มือนั้นผลักอกพี่ชายเทวดาแสนดีแต่ตอนนี้
กลายร่างเป็นปีศาจขี้แกล้งก็ได้ แต่มันก็ไม่ทำไม่รู้ว่านึกไม่ออก
ไม่กล้าหรือเพราะไม่อยากทำกันแน่
อูยองเหมือนเหยื่อที่น่าสงสาร แต่ก็กลับกระตุ้นสัญชาติญาณนัก
ล่าได้อย่างดี โดยเฉพาะไอ้คุณที่ปกติคอยปกป้องดูแลเจ้าเด็ก
น้อยอย่างจงอางหวงไข่ แต่พอบทตัวเองจะแกล้งบ้างก็เล่นแรงจน
น้องแทบน้ำตาตก แต่ท่าทางเจ้าด้งมันก็น่าแกล้งจนขนาดผมเห็น
แล้วยังอดไม่ได้
“โหยยย นี้ท่าทำโทษน้องหรือเนี่ย ฉันนึกว่านายจะจูบอูยองมัน
ซะอีก”
ผมขำก๊ากเมื่อร่างเล็กสะดุ้งโหยง หน้าที่ตอนแรกแดงก่ำ กลับ
เปลี่ยนเป็นซีดเผือด หลังจากฟังผมพูดจบ ดวงตาเรียวเบิกกว้าง
อย่างตกตะลึงแล้วปากเล็กๆก็อวยชัยให้พรผมอุบอิบ
“อืมมม หรือฉันจะทำอย่างที่นายว่าดีเนี่ย”
ไอ้คนที่รับมุขทันควัน เอียงศีรษะเล็กน้อย แสร้งทำท่าครุ่นคิด
ก่อนหันกลับไปเล่นกับเหยื่อตัวน้อยที่หน้าขาวจนแทบหาสีเลือด
ไม่เจอต่อ
จาง อูยอง อ้าปากค้างเมื่อเห็นนิชคุณเอาแต่จับจ้องริมฝีปาก
ตัวเอง แล้วก็เปลี่ยนมาเป็นหลับตาปี๋ เม้มปากแน่น เมื่อใบหน้า
เล็กเคลื่อนเข้าไปใกล้
ชักจะไม่สนุกแล้วนะ!!!!
ผมไม่รู้ตัวเลยว่าเปลี่ยนมายืนกอดอก ขมวดคิ้วมุ่น มองศรีษะทุย
ที่ถูกซ่อนอยู่ในหมวกสีแดงดำ ค่อยๆโน้มไปหาคนที่ยืนหลับตา
ตั้งแต่เมื่อไหร่ รู้อีกที ก็ตอนที่ไปคว้าเอวของไอ้คนที่ทำท่าเหมือน
จะปล้ำจูบน้องร่วมวงอย่างแรงจนแทบจะเรียกได้ว่ากระชากจน
ร่างโปร่งเพรียวติดมือมา ดิ้นพราดๆพร้อมเสียงโวยวาย
“เฮ้ย!!! แทคปล่อยฉันเดี๋ยวนี้เลยนะ”
มือเรียวพยายามแงะมือผมที่กระชับแน่นอยู่ตรงเอวตัวเองออก
“จะไปแกล้งน้องมันทำไมเหอะ อูยองหน้าดี๋ยวซีด เดี๋ยวแดง จน
เหมือนจะเป็นลมอยู่แล้ว”ผมทำหน้าเคร่งใส่
“ฉันไม่ได้แกล้งน้องสักหน่อย ปล่อยฉันเลยนะแทค”
อย่างนี้ไม่เรียกว่าแกล้งแล้วเรียกว่าอะไรว่ะ ไอ้คุณ
“เฮ้ยลงไปรอทีมงานตรงล็อบบี้ดีกว่ามัวแต่แกล้งน้องเล่นอยู่นั้น
แหละ”
นิชคุณที่ตอนแรกทั้งแกะแขน ทั้งเถียงผมไม่หยุด แต่พอได้ยิน
เสียงประตูห้องที่ตัวเองเพิ่งเดินจากมากระแทกปิดอย่างแรง
มือขาวก็เลิกงัดแขนผม ร่างโปร่งติดนิ่งยืนเฉย ไม่พูดจา จนผม
ต้องละมือออกจากเอวมองคนตรงหน้าด้วยสายตางุนงงแทน
ใบหน้าขาวยกยิ้มน้อยๆ ขณะมองบานประตูที่ปิดสนิท
“ป่ะ.... ไปล็อบบี้กัน พวกทีมงานคงใกล้มาถึงแล้วมั้ง”
นิชคุณหันมาบอกผมเสียงเรียบ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แล้วก็ก้าวฉับๆเดินนำหน้าไปยังลิฟท์
ท่าทางที่เอาการเอางานต่างกับคนที่ชอบยั่วเย้าขี้แกล้งเมื่อกี้ ทำ
ให้ผมเดินตาม แต่สายตายังจับจ้องอยู่ที่แผ่นหลังสวยไม่วางตา
“อะไร” นิชคุณทักราวกับมีตาหลังรู้ว่าผมมองมันอยู่
ลิฟท์เปิดออกพอดี ผมกับนิชคุณรีบก้าวเข้าไป กดชั้นที่ต้องการ
รอให้ประตูปิดสนิทแล้วผมถึงเปรยออกมาเบาๆ
“แกล้งน้องแรงอย่างนั้น ระวังน้องจะเกลียดเอานะ”
ดวงตากลมปรายตามองผมขวับ ปากอิ่มยกยิ้มเหยียดราวเยาะ
“นายคิดว่าจะมีวันนั้นเหรอ”
เสียงที่หยิ่งผยอง มั่นใจในตัวเองอย่างเหลือล้น จนผมหมั่นไส้แต่
ก็เถียงไม่ออกเพราะรู้ว่าที่นิชคุณพูดเป็นความจริง
อูยอง มันอยู่ในกำมือนิชคุณมานานแล้ว เพราะบทจะดี นิชคุณก็
ราวกับเทวดามาโปรด เอาอกเอาใจ ตามใจสารพัด คำพูดทั้ง
อ่อนหวานนุ่มนวล สายตาก็เต็มไปด้วยความห่วงใยและใส่ใจ
ส่วนนานที พอจะร้ายก็อย่างที่เห็นกัน แต่ที่มันทำไปก็เหมือน
เตือนเจ้าลูกเจี๊ยบกลายๆว่าถึงจะตามใจขนาดไหน แต่ก็ต้อง
เกรงกลัวมันด้วย แทรกไปพร้อมกับการยั่วเย้า หว่านเสน่ห์
สุดท้ายเจ้าเด็กแก้มอูมก็ทั้งรัก ทั้งกลัว ทั้งหลงพี่มันหัวปักหัวปำ
เหมือนเดิม แล้วอย่างนี้
จะมีวันไหนที่ จาง อูยอง จะ “เกลียด” นิชคุณได้
ยิ่งผมมองไปยังคนที่ยืนไขว้ขาพิงผนังลิฟท์ ปากอิ่มราวจะอมยิ้ม
ตลอดเวลาอย่างอารมณ์ดี ก็ยิ่งขุ่นขวางในใจ เลยตัดสินใจ หันมา
ประจันหน้า
“มีอะไร”
ดวงตากลมเหลือบมามองผมอย่างเฉยชา ปากอิ่มสีสดขยับถาม
เบาๆ
ผมหยิบหมวกที่ปกคลุมผมสีน้ำตาลเข้มมาวางไว้บนศรีษะผม
แล้วถึงไปจับข้อมือขาวของคนที่ยังยืนอย่างสบายอารมณ์ยก
ขี้นมา รวบตรงข้อมือก่อนที่จะกดไว้ตรงผนังลิฟท์เหนือศรีษะเล็ก
ทั้งสองข้าง
ผมประสานสายตากับดวงตากลมที่ใกล้จนเห็นชัดว่าสะท้อน
ประกายแวบวาบ แต่ก็แค่เพียงชั่ววินาทีก่อนจะนิ่ง ราบเรียบ
“จะทำอะไร”นิขคุณเลิกคิ้วถาม
“ลองทำเหมือนที่นายทำกับอูยองเมื่อกี้งัย”
ผมเลยตอบเสียงกลั้วหัวเราะบ้าง นิชคุณมองผมนิ่งแล้วก็
กระตุกยิ้ม
“ฉันทำท่านี้สักที่ไหน ฉันทำอย่างนี้ต่างหาก”
นิชคุณบิดข้อมือ จนเป็นอิสระจากอุ้งมือผม ผมผงะถอยหลังไป
นิดหนึ่ง แล้วก็ต้องยืนนิ่งมองคนที่เคลื่อนร่างเข้ามาใกล้ จนได้
กลิ่นหอมๆหวานๆ ให้เผลอสูดเข้าไปเต็มปอด
นิชคุณวางแขนขาวไว้บนไหล่ผม ทั้งสองข้าง จนแทบจะเรียกว่า
คล้องคอ และด้วยความสูงที่ต่างกันนิดหน่อยทำให้ต้องช้อนตา
กลมขึ้นมามอง
ดวงตาที่ดำสนิทแต่ใสแจ๋ว เริ่มเป็นประกายวิบๆวับๆตามห้วง
อารมณ์ในจิตใจ ผมมองดวงตาคู่สวยราวกับถูกสะกดจิต ปากอิ่ม
ค่อยๆคลี่ยิ้ม กว่าผมจะรู้ตัวว่าเผลอยิ้มตาม ก็ตอนตัวเองเริ่ม
ปวดแก้มไปแล้ว และนั้นทำให้ผมรู้สึกตัว
แมร่งเอ๊ยยย!!!!! เกือบไปแล้วไหมล่ะ
ผมรีบจับมือสองข้างที่อยู่บนบ่าผมออก ดันร่างโปร่งจนแนบชิด
กับผนังลิฟท์อีกครั้งอย่างนุ่มนวล
“แต่ฉันว่าอย่างนี้มันเข้าท่ากว่านะ”
ผมกลับมารวบข้อมือนิชคุณยกกดไว้ที่ตำแหน่งเดิม ราวกับเตือน
คนที่ใบหน้ายังมีรอยยิ้มประดับอยู่ ให้รู้สถานะตัวเองว่าตอนนี้
กำลังเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ โดนจองจำบ้างแล้ว
ผมก้มมองคนที่มักเป็นฝ่ายล่า แต่ตอนนี้กลับถูกล่าเสียเอง
ก่อนที่จะแสร้งยิ้มเย้ย อย่างคนที่ถือไพ่เหนือกว่า ดวงตากลมเป็น
ประกายวาววามด้วยความไม่พอใจทันที เมื่อผมเห็นสายตานั้น
ก็อดไม่ได้ที่จะปล่อยเสียงหัวเราะออกมา
นิชคุณเริ่ม “หลุด” อีกแล้ว
นิชคุณหัวเราะตอบ ทั้งที่ดวงตาแข็งกร้าว แล้วเราสองคนก็ส่ง
เสียงหัวเราะกันร่วนอยู่ในลิฟท์ ทั้งที่อยู่ในท่าทางพิลึกๆ และยัง
จ้องตากันเขม็ง
แต่นอกจากความไม่พอใจ ใบหน้าสวยไร้รอยหวาดหวั่น ดวงตา
กลมไร้ซึ่งความหวาดกลัว ทั้งที่ตัวเองเป็นฝ่ายเสียเปรียบอยู่แท้ๆ
จนผมเริ่มรู้สึกหงุดหงิด นิชคุณจะมั่นใจมากไปหน่อยหรือเปล่า
คงคิดสินะว่าผมจะไม่มีทางทำอะไรไปได้มากกว่านี้ ผมจึงเพิ่ม
แรงกดตรงข้อมือไปอีก พร้อมทั้งเหยียดยิ้มท้าทาย
ไหน......นายลองหนีดูซิ
เสียงหัวเราะนุ่มขาดหาย ดวงตากลมเป็น
ประกายวาบบาดตาก่อนที่จะหลุบเปลือกตาลงต่ำ จนเห็นเพียง
แพขนตายาว ท่าทางคล้ายจะยอมจำนน แต่มันไม่น่าใช่นะ
คิ้วผมเริ่มขมวดมุ่น ระแวดระวัง ผมเห็นนิชคุณนิ่วหน้านิดนึง
ก่อนสายตากลมจะเบือนไปมองข้อมือตัวเองที่โดนกดแนบผนัง
ลิฟท์ใกล้ศรีษะทุยเล็ก
พอผมทอดสายตาตาม แล้วก็ต้องชาวาบไปทั้งตัว รีบกระตุกมือ
ที่จับข้อมือขาวทั้งสองข้างออกราวกับสัมผัสโดน อะไรสักอย่างที่
ร้อนจัดจนไม่สามารถแตะต้องต่อได้อีก
หลังจากเป็นอิสระ นิชคุณก้มหน้า ดูข้อมือตัวเอง ที่พลิกไปมา
ผมรีบมองไปยังข้อมือที่เคยตกอยู่ในอุ้งมือผม แล้วก็ลมแทบจับ
ผมมั่นใจเลยว่าตอนนี้หน้าผมคงซีดเผือดหาสีเลือดแทบไม่เจอ
เพราะผิวที่เคยขาวเนียนกลับมีตำหนิเป็นรอยแดงรูปมือผมจน
เห็นได้ชัด
นิชคุณนอกจากขาวจัดแล้วผิวยังค่อนข้างบางโดนอะไรนิด อะไร
หน่อยก็เป็นรอย แดง ช้ำได้ง่าย
“วันนี้แดง สงสัยพรุ่งนี้คงจะเปลี่ยนเป็นเขียวเนอะ “
คนที่เงยหน้ามาถามผมทั้งที่มีรอยยิ้มประดับอยู่ที่เรียวปากอิ่ม
ถ้อยคำแผ่วเบาแต่ผมกลับรู้สึกเหมือนใครสาดน้ำเย็นจัดราดรด
ผมตั้งแต่ศรีษะจรดปลายเท้า
“คุณ ฉันขอโทษ เจ็บมากมั้ย”
ผมรีบระล่ำระลักถาม ผวาไปจับแขนขาวมาค่อยๆพลิกดู และเมื่อ
เห็น ผมก็ยิ่งรู้สึกแย่หนักกว่าเก่า เพราะผิวขาวจัดบริเวณที่โดนผม
ยึดตรึงเมื่อสักครู่ มีแต่รอยแดงที่เกิดจากน้ำมือผมเต็มไปหมด ไม่
รู้ว่าผมคิดไปเองหรือเปล่าว่าตอนนี้มันเริ่มจะเป็นจ้ำๆช้ำๆแล้ว
“อ่ะ ไปกันเหอะ”
ผมไม่ได้คำตอบ เพราะประตูลิฟท์เปิดออกพอดี นิชคุณดึงมือ
ตัวเองกลับ แล้วมาคว้าหมวกที่อยู่บนศรีษะผมคืน เพื่อสวมบดบัง
ผมสั้นสีเข้ม ก่อนก้าวออกจากลิฟท์ ผมรีบเดินตามพร้อมทั้งแบก
ความรู้สึกหนักอึ้งในใจไปด้วยตลอดทาง
ถึงนิชคุณจะแกล้งยั่ว หยอกเย้าน้องแรงขนาดไหน ก็ไม่เคย
ทำให้น้องต้องเจ็บตัว ไม่เคยทำให้ร่างกายน้องเกิดรอย
อะไรทั้งนั้น แต่ผมกลับ.......
นิชคุณไม่พูดอะไรเกี่ยวกับเหตุการณ์ในลิฟท์อีกเลยผิดกับผมที่
สายตาคอยแต่จะวนเวียนไปยังข้อมือขาวอยู่นั้น
ขณะที่พวกเรานั่งรอทีมงานอยู่ตรงล็อบบี้ มีแฟนคลับชาวไทยที่
พอดีพักอยู่ที่โรงแรมนี้เหมือนกันเข้ามาทักพร้อมทั้งให้ขนมจาก
เมืองไทยอีกถุงใหญ่ นิชคุณที่ตอนแรกดูงุนงง แต่ก็รีบตอบกลับ
ด้วยภาษาไทยอย่างสุภาพ พร้อมรับของฝากถุงโตมาถือไว้
พอแฟนคลับขอตัวจากไป ผมก็รีบคว้าถุงใบใหญ่มาวางไว้ข้าง
เก้าอี้ผมทันที สายตาของนิชคุณมองตามผมเลยต้องอธิบาย
“ฉันถือให้เอง”
นิชคุณไม่พูดอะไรนอกจากอมยิ้มนิดๆ
หลังจากที่ทีมงานมาถึง พวกผมกับพี่ผู้จัดการก็รีบจัดการติดต่อ
ทางโรงแรมจัดหาห้องพักเพื่อให้ทีมงานเข้าพักผ่อนให้เร็วที่สุด
นิชคุณทักทายทีมงานที่มาถึงอย่างเป็นกันเอง แต่พอปลอดคนก็
มักจะขยับข้อมือ พร้อมนิ่วหน้าบ่อยครั้ง แต่ก็ไม่มีคำพูดแสดง
ความเจ็บปวดและไม่มีแม้สายตาต่อว่ามาถึงผม แต่นั้นกลับทำ
ให้ผมยิ่งทุรนทุราย
เกือบตีสี่กว่าผมจะได้กลับมายังห้องตัวเองอีกครั้ง ผมทุ่มตัวลง
บนเตียงนอนหนานุ่ม เตรียมเข้านอนผิดกับนิชคุณที่เดินปรี่ไป
หยิบผ้าขนหนูผืนโต
“นายจะอาบน้ำอีกเหรอ” ผมปรือตา ผงกหัวขึ้นมาถาม
“อืมมม เหม็นเหงื่อ”
คนที่เอาผ้าสีขาวผืนใหญ่พาดไหล่ตอบแล้วถึงเดินเข้าห้องน้ำไป
เหม็นเหงื่อบ้าอะไรว่ะ ขนาดผมนอนอยู่ตรงนี้ แค่นิชคุณเดินผ่าน
หน้าไปมา ผมยังได้กลิ่นหอมจางๆโชยกรุ่น
ผมกะว่าพอนิชคุณอาบน้ำเสร็จผมจะขอโทษเรื่องในลิฟท์อีกครั้ง
แต่กลายเป็นว่าผมสลบ หลับวูบไปก่อน พร้อมกลิ่นหอมบาง
เบาที่ตามติดไปยังความฝันที่สับสนยุ่งเหยิง
.
.
.
.
.
ผมตื่นมาตอนเช้าก็ไม่เห็นเงาของคนที่เข้านอนทีหลัง ผมบิด
กายซ้ายขวาบนเตียงสักพัก แล้วค่อยลุกไปทำธุระส่วนตัว แต่พอ
ผมออกมาจากห้องน้ำหลังจากอาบน้ำสระผมเสร็จเรียบร้อยก็
กลับเห็นรูมเมทของผมนั่งล่นไอแพด อยู่บนเตียงนอนตัวเอง
ใบหน้าเล็กดูอิ่มเอิบสดใส อารมณ์ดี ริมฝีปากได้รูปสวยยังติด
รอยยิ้มอ่อน
“นายลงไปกินข้าวเช้าแล้วเหรอ”
ผมใช้ผ้าขนหนูเช็ดผมที่เปียกโชกไปด้วยขณะถาม
“ฉันลงไปกินกาแฟแก้วเดียว”
“อ้าวทำไมกินแค่นั้น”ผมถามอย่างสงสัย
“ก็รอกินข้าวพร้อมนาย”
คนที่ก้มหน้าก้มตาสนใจแต่ไอแพดในมือ แต่คำตอบกลับทำให้
ผมยิ้มกว้างจนปากจะฉีก
ขนาดผมทำให้ต้องเจ็บตัว แต่นิชคุณก็ยังใจดีด้วย
ตอนนี้หัวใจผมเต้นละโลดแรงจนเจ็บไปหมด
ผมเลยรีบเสถามเรื่องอื่นเพื่อลดอาการที่เหมือนหัวใจจะวาย
“คนอื่นตื่นหมดรึยัง”
“ฉันเห็นอูยองแค่คนเดียว”
ไอ้ที่รีบลงไปแต่เช้าเพราะจะไปดักแกล้งเหยื่อตัวน้อยของตัวเอง
อีกมากกว่าละมั่ง ผมส่ายหน้าอย่างระอา หัวใจค่อยกลับมาเต้น
เป็นจังหวะปกติ แต่ก็รีบกระวีกระวาดหาเสื้อ รื้อกางเกงเพื่อจะมา
ใส่ หัวหูยังไม่แห้ง ก็ช่างมันแล้ว เพราะไม่อยากให้นิชคุณคอย
นาน
แต่พอเหลือบมองไปยังคนที่เล่นไอแพดง่วน แล้วก็ต้องชะงักเมื่อ
เห็นแผ่นบรรเทาปวดติดอยู่ตรงข้อมือทั้งสองข้าง ผมดึงเสื้อที่ใส่
ค้างอยู่บนศรีษะลงมา แล้วรีบสาวเท้าเข้าไปไกลเพื่อย่อตัวให้อยู่
ในระดับเดียวกับคนที่นั่งอยู่
“ปวดข้อมือเหรอ”
ไม่มีสัญญาณตอบรับจากหมายเลขที่ท่านเรียก นิชคุณยังคงก้ม
หน้า อยู่กับของเล่นในมือแต่ไม่พูดอะไร
“ขอโทษนะ”
ผมบอกเสียงแผ่ว อยากจะยื่นมือไปสัมผัสมือนั้น แต่ก็ไม่กล้า ทำ
ได้แต่เพียงจับจ้องข้อมือที่มีเครื่องประดับเป็นแผ่นบรรเทาปวดไม่
วางตา พร้อมความรู้สึกแปลบๆในใจ
นิชคุณยังพูดคุยกับผมเหมือนเดิม ดวงตากลมใสแจ๋วไม่มีเค้า
เคืองขุ่น คำต่อว่าไม่มีหลุดออกมาจากริมฝีปากอิ่ม
ยิ่งนิชคุณทำตัวเป็นปกติมากเท่าไหร่ ผมก็ยิ่งเหมือนหายใจเอา
อากาศผ่านเข้าไปได้แค่ปลายจมูกแต่ทำยังไงมันก็ไปไม่ถึงปอด
มันอึดอัด และ ทรมาน
“ไปกินข้าวกันดีกว่า”
คนที่ผุดลุกขึ้นยืน เอ่ยปากชวน เพราะคงเห็นผมแต่งตัวเรียบร้อย
แล้ว
“ฉันถือไอแพดให้”
ผมคว้าไอแพดในมือขาวมาถือไว้ให้เอง และพอร่างโปร่งจะขยับ
ไปหยิบเป้ใบโปรด ที่ไม่ว่าจะไปไหนเจ้าของก็ต้องนำติดตัวไปด้วย
เสมอ ผมก็รีบบอก
“เดี๋ยวฉันถือเป้ให้ด้วย”
ผมยื่นมือไปจับกระเป๋ามาสะพายไว้ที่ไหล่ แล้วก็ต้องยู่หน้า
เอิ่มม... หนักจังวุ้ย
คุณมันใส่อะไรไว้ในเป้บ้างวะเนี่ย แมร่ง... หนักอิ๊บอ๊าย แต่ผมก็
ไม่ได้พูดอะไร ทำเพียงพยักเพยิดชวนคนที่ยืนมองผมตาปริบๆ
“ป่ะ.. ไปห้องอาหารกัน”
นิชคุณพยักหน้าน้อยๆแล้วก็เดินนำหน้าผมที่บ่าสะพายเป้หนัก
อึ้งจนหลังแทบแอ่น ส่วนมือก็หิ้วไอแพด ทั้งของตัวเอง และของ
นิชคุณ รีบสาวเท้าไปเดินเคียงข้าง
พอถึงห้องอาหารชั้นล่าง ตอนนี้มีพวกทีมงานลงมาเพื่อ
รับประทานอาหารเช้าแล้วหลายคน รวมถึงจุนเค ที่กำลังนั่ง
คุยอยู่กับอูยอง ส่วนจุนโฮ ชานซอง คงยังไม่ตื่น พอนักร้องนำเห็น
พวกผมก็รีบกวักมือเรียกให้มานั่งด้วย
“ทำไม นายถือกระเป๋าคุนนี่ว่ะ” คิม มินจุนทักผมอย่างข้องใจ
“ก็คุณมันเจ็บข้อมือ”
ผมรีบทรุดตัวนั่งก่อนตอบ ส่วนนิชคุณเดินไปหาเจ้าลูกเจี๊ยบที่พอ
เห็นหน้าพี่ชายก็ทำเป็นปรายตามองไม่พูดจา แต่พอนิชคุณลูบหัว
เล็กที่ปกคลุมด้วยผมหลากสีเบาๆ เจ้าตัวเล็กทำคอย่นนิดนึง ก้ม
หน้า แต่ริมฝีปากบางกลับเคลือบไปด้วยรอยยิ้ม
แต่พอทั้งจุนเค ทั้งอูยอง ได้ยินคำตอบผมต่างก็หันขวับไปมองคน
ที่เพิ่งทิ้งตัวลงนั่ง สายตาทั้งคู่พอเห็นข้อมือทั้งสองข้างที่ติดแผ่น
บรรเทาปวดก็พากันหน้าเสีย
“พี่คุณ ไปทำอะไรมาถึงเจ็บข้อมือครับ”
ใบหน้ากลมเหยเกราวกับเจ็บไปกับพี่ชายมันด้วย
“ถามแทคสิครับ”
คุณมันพูดยิ้มๆ แต่คนฟังทุกคนต่างยิ้มไม่ออก สายตาต่อว่าต่อ
ขาน ของทั้งจุนเค และ อูยอง สาดใส่ผมที่ทำได้แต่ส่งเสียง
หัวเราะแห้งๆ
“แทค นายทำอะไรคุณมันวะ”
เสียงพี่ใหญ่ประจำวงเครียดอย่างที่ไม่ค่อยเคยได้ยินกันพาให้ผม
สะดุ้งโหยง
“พี่แทคนิสัยไม่ดี”
เสียงต่อว่าจากเจ้าเด็กแก้มอูม ทำให้ผมต้องนั่งคอตก
“ไม่เป็นไรหรอกครับ แค่เล่นกันนิดๆหน่อยๆ”
เสียงทุ้มนุ่มทำให้พวกที่กำลังทำตาขุ่นเขียวใส่ผม หันไปมองคน
พูดด้วยความชื่นชมจนเกือบๆจะบูชา เทวดาที่มีจิตใจเมตตาให้
อภัยแม้กับคนที่ทำตัวเองเจ็บ
แล้วหลังจากนั้น ผมก็โดนองครักษ์พิทักษ์คุณ สั่งให้ผมเอาของ
กินนู่นนี้นั้นมาให้คุณจนผมหัวปั่น นิชคุณมีอาหารเช้าเต็ม
ตรงหน้าโดยไม่ต้องย่างกายไปไหน แถมแพนด้ากับลูกเจี๊ยบ
แทบจะตบตีแย่งจะป้อนของกินให้ถึงปากด้วยซ้ำ ถ้านิชคุณไม่รีบ
บอกว่าแขนไม่ได้ขาด กินเองได้
พอพวกผมจัดการอาหารมื้อเช้าเสร็จ นิชคุณบอกจะขึ้นไปพักบน
ห้องก่อนที่จะลงมาขึ้นรถเพื่อไปทำงานตามเวลาที่นัดกันไว้ แต่
ไปๆมาๆไม่รู้ยังไง ก็พากันยกโขยงขึ้นห้องพักพร้อมกันหมด ผม
เลยต้องแบกกระเป๋าหนักอึ้ง ส่วนมือก็ถือไอแพดสองเครื่องเดิน
ตามคนที่ถูกควงแขนทั้งซ้าย ขวาจากสาวกเทวดา แถมก่อนจะ
เข้าห้องตัวเอง ทั้งคู่ก็ล่ำลานิชคุณเนิ่นนานอย่างกับชาตินี้จะไม่ได้
เจอกันอีก
พอถึงห้องผมรีบวางกระเป๋าไว้บนเตียง พร้อมไอแพดในมืออด
ไม่ได้ต้องถาม ขณะทรุดนั่งพร้อมบิดไหล่ไปมาคลายความ
เมื่อยล้า
“กระเป๋านายทำไม หนักจังว่ะ”
คนที่ยืนหันหลังให้ผมหันกลับมายิ้มหวาน ส่วนมือก็ดึงแผ่น
บรรเทาปวดออกจากข้อมือทั้งสองข้าง สงสัยนิชคุณอยากจะ
เปลี่ยนแผ่นใหม่
“อยากรู้เหรอ ลองเปิดดูซิ”
เมื่อเจ้าของอนุญาติ ผมเลยรีบเปิดกระเป๋าที่ผมแบกตั้งแต่เช้า
และพอเห็นของข้างใน ทำให้ผมนั่งอึ้ง
ในเป๋ไม่มีอะไรนอกจากกระป๋องน้ำอัดลมเป็นสิบกระป๋องแน่น
เอี๊ยดที่พันไว้ด้วยผ้าที่น่าจะเป็นเสื้อของเจ้าของกระเป๋าเอง คงไว้
กันไม่ให้เกิดเสียงเวลากระป๋องกระทบกันเมื่อกระเป๋าเคลื่อนที่
ผมรีบมองข้อมือขาวที่ไร้แผ่นบรรเทาปวดแล้วทันที ผิวตรงนั้น
ขาวนวลเนียนเหมือนปกติ ไม่มีรอยแดง หรือรอยช้ำอะไรทั้งสิ้น
“นายไม่ได้เจ็บข้อมือ”
ผมมองคนที่กำลังขยับข้อมือไปมาตาขวาง
“ฉันไม่เคยบอกว่าเจ็บ”นิชคุณตอบเสียงเรียบ
“แล้วนายติดไอ้แผ่นบ้านั้นทำไม”ผมชักโมโห
“ก็ติดกันไว้ก่อน”
ดูนิชคุณมันแถสิครับ มีใครบ้างที่ติดไอ้แผ่นบรรเทาปวดล่วงหน้า
ทั้งที่ยังไม่เป็นอะไร มันติดเพราะมันรู้ว่าพอผมเห็น ผมจะรู้สึกผิด
และผมจะต้องเสนอตัวถือเป้ให้มันแน่ๆ มันเลยยัดกระป๋อง
น้ำอัดลมจนเต็มเพื่อให้ผมแบกจนหลังยอก
“นายหลอกให้ฉันแบกเป้ที่ใส่กระป๋องน้ำพวกนี้จนไหล่แทบทรุด
หลังเกือบหัก”
ผมกล่าวหาต่อ
“ฉันหลอกนายที่ไหน นายเป็นคนขอถือเองต่างหาก ฉันเป็นคนที่
ไม่ชอบขัดใจใคร นายก็รู้ นายอยากถือ ฉันก็ให้ถือ”
ผมสะอึกกับคำพูดเนิบนุ่มราวเทวดาที่แสนจะตามใจเหล่ามวล
มนุษย์ แต่แววตากลมกลับวาววับเย้ยหยัน
“อ้อ... แล้วช่วยจ่ายค่าน้ำอัดลมที่ฉันสั่งจากรูมเซอร์วิสด้วยนะ”
“แล้วทำไมฉันต้องจ่าย”ผมถามเสียงเขียว
“ก็ฉันใช้ชื่อนายสั่งนี้”
นิชคุณบอกผมหน้าตาเฉย ก่อนที่จะก้มหน้ากดโทรศัพท์ในมือ
“อูยอง หรือครับ พี่คุณมีน้ำอัดลมตั้งหลายกระป๋อง มาเอาที่ห้อง
พี่คุณสิครับ ฝากบอกชานซอง กับ จุนโฮด้วยนะครับ”
แง่ง.... ผมได้แต่กัดฟันกรอดมองคนที่ลอยหน้าลอยตาคุย
โทรศัพท์ ผมเห็นชัดว่านิชคุณหันมาปรายหางตามองราวเยาะ
เห็นปากอิ่มหยักยกยิ้มเย้ย เห็นแม้กระทั่งปีกสีดำที่กำลังสะบัด
โบกพึ่บพั่บอย่างสะใจ
นี้คือบทลงโทษของการที่กล้ามาท้าทายนิชคุณใช่มั้ย
ไอ้ไหล่ที่เมื่อยปวดนั้นไม่เท่าไหร่ สายตาประนามของทั้งอูยอง
จุนเค ผมยังพอทนได้ ไอ้ที่ต้องจ่ายเงินค่าน้ำอัดลมบ้าก็ยังพอไหว
แต่ไอ้จิตใจผมที่ราวกับชีวิตนี้จะหาความสุขไม่ได้อีกแล้วเพราะ
คิดว่าข้อมือขาวยังมีรอยแดงอยู่นี่สิ มันเป็นบทลงโทษที่รุนแรง
เกินไปหรือเปล่า
แต่ที่น่าเจ็บใจที่สุดคือความรู้สึกยินดีที่บนผิวขาวๆของนิชคุณไม่
มีรอยตำหนิใดที่เกิดจากฝีมือผมแล้ว กลับมีมากกว่าความรู้สึก
เจ็บใจที่ตัวเองหลงกลเทวดาจอมเจ้าเล่ห์เสียอีก สิ่งนี้แหละที่ทำ
ให้ผมรู้สึกว่าผมเป็นฝ่ายพ่ายแพ้แล้วจริงๆ
หลังจากวางโทรศัพท์เรียบร้อยนิชคุณเดินไปหยิบน้ำอัดลม
กระป๋องนึง ก่อนยื่นส่งมาให้ ด้วยท่าทางแสนจะปกติ
ผมมองชายหนุ่มที่มีใบหน้าเล็กขาวจัด ผมสีน้ำตาลเข้มตัดสั้น
คิ้วหนา ดวงตากลมโต ใสแจ๋ว เป็นประกายวิบวับ จมูกเป็นสัน
โด่งสวย แก้มอิ่ม ริมฝีปากได้รูปแย้มยิ้มหวาน
เฮ้ออออ รอยยิ้มเทวดา พอเห็นแล้วทำไมผมถึงโกรธนิชคุณไม่ลง
เลยว้า ไอ้ที่ขุ่นๆมัวๆในใจ หายวับไปหมด
ผมเลยเอื้อมมือไปรับกระป๋องน้ำที่ก่อนหน้านั้นผมเดินแบกมันไป
มา อยู่พักใหญ่ นิชคุณทรุดตัวลงนั่งเคียงใกล้ มือขาวคว้า
กระป๋องน้ำที่อยู่ในเป้มาเปิด แถมมีเอากระป๋องมาชนกระป๋องที่
อยู่ในมือผมอีก ก่อนยกขึ้นจิบ ผมเลยทำตามบ้าง
“น้ำอัดลมที่ไม่เย็น มันไม่อร่อยเลยเนอะ”เสียงทุ้มนุ่มบ่นหงุงหงิง
ก็นายอยากเล่นพิเรนท์เอาไปใส่กระเป๋าแทนที่จะใส่ในตู้เย็นนี้
หว่า
แต่ผมไม่ได้พูดออกไปหรอกครับ เพราะตอนนี้ผมมีแรงทำได้เพียง
ถอนใจยาว
เฮ้ออออออออออออออออออออออออออ
ผมก็คงเหมือนอูยอง ที่ไม่ว่าจะโดนแกล้งยังไง
ก็คงไม่มีวันที่ผมจะ “เกลียด” นิชคุณได้
บทส่งท้าย
Nichkhun is Angel or Demon?
Taecyeon : นั่งคอตก ถอนหายใจ ตอบเสียงแผ่ว
“Angel”

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น